วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:00:00 น. 




โดย ชาย ไชยชิต

ปัญหาทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยพรรคการเมืองที่ยึดกุมเสียงข้างมาก การไม่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ประชาชนของผู้แทน แต่มุ่งตอบสนองต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือกลุ่มผู้หนุนหลังพรรคการเมือง นับเป็นปัญหาที่ปรากฏให้เห็นในประเทศประชาธิปไตยแทบทุกแห่ง
 

ฉะนั้น การที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะไม่มีความเชื่อถือไว้วางใจนักการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
 

ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อย เมื่อพบว่าระบบการเมืองแบบตัวแทนมีจุดบกพร่องในตัวเอง หนทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขเยียวยา ก็คือ การสร้างกลไกการกำกับควบคุมกระบวนการใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองในนามเสียงข้างมากของประชาชนขึ้นในระบบการเมือง
 

กลไกดังกล่าวมีชื่อเรียกรวม ๆ ว่า “ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่” (modern direct democracy) ซึ่งประกอบด้วยกลไกการร่วมกันใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลากหลายรูปแบบ แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ประชาชนต้องมีสิทธิเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเลือกนำพาสังคมการเมืองไปสู่ทิศทางใด
 

ในช่วงทศวรรษผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกได้นำกลไกการประชาธิปไตยทางตรงรูปแบบต่าง ๆ มาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย กล่าวคือ  ในยุโรป นับแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็นต้นมา การใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชนผ่านกลไกต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
 

อีกทั้งยังมีการนำเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงในระดับเหนือรัฐชาติมาปฏิบัติเป็นครั้งแรก นั่นคือ การใช้สิทธิร่วมกันของพลเมืองในประเทศต่าง ๆ เพื่อผลักประเด็นการกำหนดมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของกลุ่มประเทศยุโรป (European Citizens’ Initiative)
 

ในละตินอเมริกา นับแต่ปี ค.ศ. 1990 กลไกการใช้สิทธิริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) รวมถึงการจัดการออกเสียงประชามติในประเด็นที่ฝ่ายรัฐเสนอ (plebiscite) ได้ถูกนำมาใช้ในเกือบจะทุกประเทศ
 

ในทำนองเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ก็มีแนวโน้มที่จะนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนพลเมืองมีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีประเทศไทยที่เริ่มนำกลไกการออกเสียงประชามติที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจกำหนดประเด็น (plebiscite) มาปฏิบัติเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550
 

สถาบันวิจัยเกี่ยวกับประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่แห่งยุโรป (The Initiative and Referendum Institute Europe: IRI Europe) ชี้ว่า เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่รูปแบบต่าง ๆ อาทิ การใช้สิทธิร่วมกันของพลเมืองเพื่อเสนอร่างกฎหมายเพื่อลงประชามติ (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) ถูกนำมาใช้แพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลก
 

ดังเห็นได้ว่า ปัจจุบันพลเมืองในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองกว้างขวางขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะแค่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนเท่านั้น แต่ยังเข้าไปร่วมในกระบวนการกำหนดประเด็นการตัดสินใจสาธารณะ และออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ๆ อีกด้วย
 

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่เหล่านี้ กลับมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลตามหลักการตลอดจนเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอไป ยิ่งกว่านั้น ในบางกรณีการนำกลไกเหล่านี้มาใช้ ก็มิได้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งถ่วงดุลยับยั้งการผูกขาดการตัดสินใจของนักการเมือง และแก้ไขจุดบกพร่องของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนแต่อย่างใด
 

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง จึงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ไม่เพียงแต่ภายในแวดวงผู้เคลื่อนไหวผลักดันประเด็นทางการเมืองเท่านั้น หากยังขยายไปสู่แวดวงการบริหารงานภาครัฐ ภาควิชาการ สื่อมวลชน ตลอดจนภาคประชาสังคม
 

ความสนใจของผู้คนในแวดวงต่าง ๆ พุ่งเป้าไปที่คุณลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยทางตรง ทั้งในแง่หลักการและรูปแบบวิธีปฏิบัติ รวมถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดในการทำงานของกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ ทั้งจากแง่มุมทางกฎหมายและมุมมองของการนำมาปฏิบัติใช้จริง
 

จากกระแสการหันมาให้ความสนใจในกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ดังกล่าว หน่วยงานคลังสมอง สถาบันวิชาการ กลุ่มนักปฏิบัติการทางสังคม ตลอดจนองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิพลเมืองจากทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงที่เหมาะสม และร่วมกันจัดเวทีประชุมระดับโลกขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสถาบันไออาร์ไอ (Initiative and Referendum Institute: IRI) เป็นแกนหลักในการจัดงาน ร่วมกับองค์กรภาคีจากหลากหลายองค์กรทั่วโลก
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (Global Forum on Modern Direct Democracy) เป็นการรวบรวมนักวิชาการ นักปฏิบัติการทางสังคม รวมถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงจากทั่วทุกมุมของโลก เพื่อร่วมกันเดินสายไปจัดเวทีประชุมยังประเทศที่เป็นจุดเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทวีปต่าง ๆ
 

วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีประชุมระดับโลกดังกล่าว ได้แก่ การมุ่งสร้างเครือข่ายระดับโลกเพื่อเชื่อมโยงการศึกษาวิจัย และการพัฒนากระบวนการใช้สิทธิของพลเมืองตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ การเปิดประเด็นอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับขีดความสามารถและขีดจำกัดของกลไกประชาธิปไตยทางตรงในกระบวนการจัดตั้งสหภาพยุโรป รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและประเด็นทางวิชาการที่น่าสนใจสำหรับการต่อยอดศึกษาวิจัย
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง จัดขึ้นเป็นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ณ เมืองอาเรา (Aarau) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการประชุมดังกล่าว มีการจัดเวทีประชุมย่อยในประเด็นหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ มีสาระสำคัญครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการศึกษาวิจัยและการพัฒนาประชาธิปไตยทางตรงในอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา และเอเชีย รวมไปถึงประเด็นความสำคัญของกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติในกระบวนการหลอมรวมกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป 
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยพลเมืองจาก 27 ประเทศทั่วโลก ประเด็นหัวข้อหลักของการประชุม คือ ความท้าทายในระดับโลกที่มีต่อความยั่งยืนของกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่
 

การประชุมครั้งนี้มีโจทย์หลักคือ ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่จะสามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดเสถียรภาพและมั่นคงมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร?     จุดเด่นของการประชุมที่กรุงโซลครั้งนี้ อยู่ที่การหยิบยกประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญของประชาชนในเอเชีย ขึ้นมาร่วมกันวิเคราะห์แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ในกระบวนการประชุมระดับโลกเป็นครั้งแรก
 

ข้อสรุปประการหนึ่งของการประชุมดังกล่าวชี้ว่า หลายประเทศในเอเชีย แม้จะมีการพยายามนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่มาใช้ในระดับท้องถิ่นแพร่หลายมากขึ้น แต่การพัฒนากลไกเชิงสถาบันเพื่อรองรับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในประเทศเหล่านั้น กลับอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าพอใจนัก
 

เวทีประชุมดังกล่าว จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเปิดมุมมองเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนากลไกประชาธิปไตยทางตรงภายใต้บริบทของประเทศต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นโอกาสที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจในประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ทั่วโลกจะได้รับรู้ถึงประสบการณ์ของประเทศในเอเชียอย่างลึกซึ้งรอบด้านมากขึ้น
 

ส่วนเวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงในปี ค.ศ. 2010 นั้น จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองซานฟรานซิสโก มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 400 คนจากทั่วทุกทวีป การประชุมใช้ระยะเวลา 5 วัน มีการอภิปรายและพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงในหัวข้อต่าง ๆ มากกว่า 200 เรื่อง


แนวคิดและหลักการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ ถูกนำมารวบรวมและประมวลสรุป จากนั้นจึงนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งจากตัวแทนของผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุปและนำเสนอในฐานะฉันทามติของเวทีประชุม
 

การประชุมในครั้งนี้เห็นพ้องกันในหลักการเชิงคุณค่า 3 ประการที่ควรนำมาปรับใช้กับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทุกแห่ง ได้แก่ ประการแรก การดำเนินการอย่างโปร่งใสในทุกขั้นตอน (Transparency) ประการที่สอง การมีช่องทางสำหรับใช้สิทธิอย่างเปิดกว้าง (Open access) และการเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ (Deliberation)
 

หลักการดังกล่าวปรากฏใน “คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง” (San Francisco Declaration on Modern Direct Democracy) ซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณชน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2010 ดังนี้


"คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง"
  
ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ นับเป็นหนึ่งในหนทางที่ทำให้ประชาชนเข้าไปร่วมกันใช้อำนาจตัดสินใจในการปกครองแบบตัวแทนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองระดับท้องถิ่น ระดับมลรัฐ ระดับชาติ และระดับข้ามรัฐ กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่จะทำงานได้ดีที่สุดในที่ซึ่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนได้รับการปกป้องคุ้มครอง ในการพัฒนาประชาธิปไตยทางตรงให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น พวกเราทุกฝ่ายจึงต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยการเชื่อมสะพานข้ามพรมแดนแบ่งแยกความเป็นชาติ อุดมการณ์ และขั้วพรรคการเมือง
 

การมารวมตัวกันที่นครซานฟรานซิสโกในครั้งนี้ ด้วยตระหนักว่า เราควรหันมาให้ความสนใจในกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติในแคลิฟอร์เนียอย่างลึกซึ้ง เพื่อร่วมกันขบคิดและนำเสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น เพราะชื่อเสียงในแง่ลบของกลไกประชาธิปไตยทางตรงในแคลิฟอร์เนียที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ภาพการรับรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยทางตรงในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกต้องได้รับผลกระทบในทางลบอย่างไม่เป็นธรรมไปด้วย
 

พวกเราในที่นี้เห็นพ้องกันว่า มีหลักการในเชิงคุณค่า 3 ประการที่ควรนำมาปรับใช้กับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงไม่ว่าในประเทศใด นั่นคือ (1) การนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงมาปฏิบัติ จักต้องเป็นกระบวนการที่โปร่งใส (2) ต้องมีช่องทางสำหรับใช้สิทธิอย่างเปิดกว้าง และ (3) ต้องเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ
 

1. ความโปร่งใส: ในทุกขั้นตอนของการดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยทางตรง และในทุกมิติของกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติ พลเมืองทั้งมวลมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเงินสนับสนุน และบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการหรือประเด็นที่มีการผลักดันให้นำมาออกเสียงประชามติให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวเสนอประเด็นกฎหมาย หรือผู้ออกเสียงประชามติได้รับการปกป้องจากการถูกบีบบังคับและข่มขู่กดดันให้ต้องร่วมลงชื่อหรือออกเสียงสนับสนุนประเด็นที่มีการลงประชามติ
 

2. การเปิดกว้าง: การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับช่องทางการเข้าสู่กระบวนการใช้สิทธิประชาธิปไตยทางตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเกณฑ์เงื่อนไขเกี่ยวกับลักษณะของประเด็นต่างๆ ที่จะสามารถผลักดันเข้าสู่กระบวนการออกเสียงประชามตินั้น ควรจะเป็นประเด็นหรือมาตรการที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง หรือมีฐานสนับสนุนจากประชาชน เงื่อนไขที่ตัดสินว่าประเด็นใดหรือมาตรการใดจะได้ผ่านเข้าสู่การจัดการออกเสียงประชามติหรือไม่นั้น ไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องเงินที่ใช้ในการรณรงค์ทางการเมือง ไม่ควรอยู่ภายใต้การกำกับแทรกแซงและใช้ดุลพินิจในการอนุมัติของเจ้าหน้าที่รัฐ พรรคการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ อีกทั้งควรมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อรองรับกับการขยายช่องทางการเข้าสู่การกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงให้เปิดกว้างและโปร่งใส
 

3. การไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ: กระบวนการเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนออกเสียงตัดสินใจ ต้องเป็นกระบวนการที่พลเมืองเป็นฝ่ายผลักดันและดำเนินการด้วยตัวเอง อีกทั้งยังต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทุกกรณี พวกเราเชื่อว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการปรึกษาหารือไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ ก็คือ ความสามารถในการรับฟังทรรศนะและมุมมองอันแตกต่างหลากหลายของทุกฝ่าย โดยผู้ออกเสียงต้องมีระยะเวลาสำหรับไตร่ตรองพิจารณารายละเอียดมาตรการหรือทางเลือกต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เราไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าการกำหนดกรอบระยะเวลามากน้อยเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงที่เหมาะสม สิ่งที่พวกเราให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การที่ระบบประชาธิปไตยทางตรงในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น มักจะประสบความล้มเหลวในการวางกรอบระยะเวลาให้เหมาะสมเพียงพอสำหรับกระบวนการปรึกษาหารือไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ รวมไปถึงความล้มเหลวในการสร้างช่องทางเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงอย่างเปิดกว้าง
 

พวกเราได้อภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมความคิดเห็นที่กว้างขวางหลากหลาย แม้เราจะไม่อาจกล่าวถึงแนวคิดและข้อเสนอทั้งหมดเหล่านั้นในคำประกาศนี้ได้ แต่ก็ได้มีการรวบรวมแนวคิดเหล่านั้นนำเสนอเผยแพร่ในเว็บไซต์ www.2010globalforum.com
 

พวกเรามองว่า ถ้อยแถลงที่ปรากฏใน "คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง" ฉบับนี้ ถือเป็นร่างข้อกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติที่สามารถปรับใช้ได้ทั่วโลกเป็นฉบับแรก พวกจึงเรายินดีน้อมรับคำแนะนำ ข้อท้วงติง ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะมาจากทั่วทุกมุมของโลก


สำหรับการประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครั้งต่อไปในปี ค.ศ. 2012 จะจัดขึ้นที่เมืองมอนเตวิเดโอ (Montevideo) ประเทศอุรุกวัย
 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดเวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ สามารถดูได้ในเว็บไซต์ http://2010globalforum.com/ เว็บไซต์สถาบันไออาร์ไอยุโรป http://www.iri-europe.org/ และเว็บไซต์สถาบันไออาร์ไอเอเชีย http://www.iri-asia.net/

 

(คัดลอกจาก มติชนออนไลน์, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284370353&grpid=no)

Comment

Comment:

Tweet