ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคมการเมืองไทย ผมเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550

ในความเห็นของผม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจกระทำได้ 2 แนวทาง คือ

แนวทางแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางส่วน เฉพาะบทบัญญัติที่ปรากฏชัดว่าไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

แต่ปัญหาคือ จะตัดสินอย่างไรว่ามาตราไหนเป็นหรือไม่เป็นประชาธิปไตย?

ถ้าถามว่าจะยึดเอา "ประชาธิปไตย" ในนิยามของใคร ก็คงต้องว่ากันตาม "หลักการสากล" มิใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามความพอใจของ "คนร่างรัฐธรรมนูญ" ดังเช่นการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้เป็นประชาธิปไตยในแบบที่สภาร่างรัฐธรรมนูญยุค คมช. ต้องการ

ในเวลานี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นความจำเป็นของสังคมการเมืองไทย เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้บ้านเมืองปกครองด้วยรัฐธรรมนูญ หรือกติกาการอยู่ร่วมกันที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หรือก้าวหน้ามากยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2540

 แนวทางที่สอง การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เกิดกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่มี "ความชอบธรรม" มากกว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่แม้จะผ่านการให้ความเห็นชอบจากเสียงส่วนใหญ่จากการลงประชามติก็ตาม แต่การลงประชามติดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นกระบวนการจัดการออกเสียงประชามติทีชอบธรรมตามหลักการสากล (ดังได้กล่าวแล้วในบทความก่อนหน้านี้)

รัฐธรรมนูญจะเป็นกติกาที่มีความชอบธรรมได้ ต้องเกิดจากเงื่อนไขพื้นฐาน 2 ประการ 

(1) การตัดสินใจเปลี่ยนแปลงหรือตัดสินใจให้มีการวางกติกาสูงสุดขึ้นใหม่นั้น ต้องมาจากฉันทานุมัติร่วมของสมาชิกในสังคมการเมือง นั่นคือ เราทุกคน ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจสูงสุดในการตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของสังคมการเมืองไทยร่วมกัน ต้องมีสิทธิออกเสียงแสดงเจตจำนงของเราแต่ละคน ว่าต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือไม่

(2) กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ และวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญ ต้องได้รับความเห็นชอบหรือฉันทานุมัติจากสมาชิกในสังคมการเมือง นั่นคือ เราทุกคนต้องมีสิทธิออกเสียงตัดสินใจเลือกว่า หากจะมีการแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น เราเห็นชอบให้ใช้วิธีการใดเพื่อแนวทางที่ดีที่สุดในการวางกติกาการอยู่ร่วมกัน เราทุกคนต้องมีสิทธิที่จะตัดสินใจว่า ผู้ที่จะมาร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญคือใคร? มีวิธีการได้มาอย่างไร? กระบวนการจัดทำร่างจะมีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นตอนมีหลักเกณฑ์การดำเนินการอย่างไร? เป็นต้น

เงื่อนไขทั้งสองประการดังกล่าว หมายความว่า ถึงอย่างไรก็ต้องมีการจัดการ "ออกเสียงประชามติ" แต่ไม่ใช่การออกเสียงประชามติว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น หรือกี่ประเด็นก็ตาม อย่างที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ย้ำมาตลอด เพราะการกล่าวเช่นนั้น ตั้งอยู่บนการความคิดที่ว่า ประชาชนมีฉันทามติออกมาแล้วว่า ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่อาจมิใช่ก็ได้ เพราะคงมีคนไม่น้อยเห็นว่าไม่ควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น ทางออกเดียวที่จะบอกได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นทางออกที่สมาชิกในสังคมเห็นพ้องต้องกันหรือไม่นั้น ก็คือ การออกเสียงประชามติว่า "เห็นชอบ" หรือ "ไม่เห็นชอบ" ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนี้ (ไม่ว่าจะแก้ไขบางส่วน หรือแก้ไขทั้งฉบับ) ?

ในขณะเดียวกัน ในการออกเสียงประชามติ ก็ควรจะมีทางเลือกให้ประชาชนได้ร่วมกันตัดสินใจด้วยว่า ในกรณีที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผู้ออกเสียงแต่ละคนเห็นชอบให้ใช้วิธีการใด เช่น ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ? หรือให้รัฐสภาทำหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ? ภายใต้หลักเกณฑ์วิธีการใดบ้าง?

นั่นคือ ก่อนจะมีการจัดการออกเสียงประชามติดังกล่าว ทุกฝ่ายในสังคม ทั้งฝ่ายการเมือง ขบวนการมวลชน หรือภาคประชาชน ฯลฯ ต้องมีบทบาทในการออกมาสร้าง "ทางเลือก" ต่าง ๆ แก่ประชาชนทั้งประเทศ ไม่ว่าจะผ่านการเจรจาหารือในกลไกสถาบันที่มีอยู่ หรือโดยการรณรงค์โน้มน้าวสาธารณชนก็ตาม

และในที่สุด ทางเลือกที่สามารถสะท้อนมติสาธารณะ (public opinion) ได้ ก็จะกลายมาเป็น "ทางเลือกการตัดสินใจ" ในกระบวนการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเลือกทางใด ในบรรดาทางเลือกทีแต่ละฝ่ายผลักดันสนับสนุนแข่งขันกันอยู่ในขณะนั้น

กล่าวโดยสรุป ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ "ยุบสภา" ของฝ่าย นปช. และไม่เห็นด้วยกับการ "ทำประชามติ" แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะประเด็นต่าง ๆ ที่ฝ่ายการเมืองเห็นว่าเป็นปัญหา อย่างที่รัฐบาลเสนอ

ข้อเสนอของผมคือ

(1) ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เพื่อให้มีสาระสำคัญเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และเป็นกติกาที่มาจากกระบวนการที่ชอบธรรม

(2) การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า หนึ่ง เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สอง เห็นชอบให้ใช้แนวทางใดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในบรรดาทางเลือกที่มีการนำเสนอแข่งขันกัน

แต่ข้อเสนอดังกล่าวของผม อาจมีปัญหาคือ รัฐธรรมนูญปัจจุบัน ไม่มีบทบัญญัติรองรับการจัดการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ (constitutional referendum) เพราะบทบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติที่ปรากฏในมาตรา 165 ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นกลไกการออกเสียงประชามติในประเด็นนโยบาย (policy vote / advisory referendum) ที่รัฐบาลจะตัดสินใจดำเนินการ

ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะตีความว่า "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" เป็น "กิจการในเรื่องใดที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน" ได้หรือไม่ ในทรรศนะของผมคิดว่า "กิจการ" ที่ว่านั้น ผู้ร่างเจตนาให้หมายความถึงเฉพาะการตัดสินใจเชิงนโยบาย หรือ การดำเนินโครงการที่มีผลกระทบต่อประโยชน์ของประเทศชาติ มิได้หมายรวมถึง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

เหตุผลง่าย ๆ คือ หากผู้ร่างต้องการบัญญัติกลไกการออกเสียงประชามติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะบัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในทำนองว่า รัฐธรรมนูญจะแก้ไขได้โดยรัฐสภา และโดยประชาชนจำนวนเท่านั้นเท่านี้เข้าชื่อเสนอให้มีการออกเสียงประชามติเพื่อให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือกำหนดว่าหากรัฐสภาจะตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการอนุมัติของประชาชนโดยการลงประชามติ หรือกำหนดว่าเมื่อรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาเปิดให้มีการลงประชามติรับรองก่อนประกาศใช้ เป็นต้น

สิ่งที่ผมเห็นว่า รัฐสภาต้องดำเนินการเป็นอันดับแรก ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 มาตรา 291 โดยบัญญัติกลไกการออกเสียงประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (constitutional referendum) เพิ่มเข้าไป เพื่อให้สามารถจัดการออกเสียงประชามติตัดสินกันว่าจะแก้หรือไม่แก้รัฐธรรมนูญโดยชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญปัจจุบัน โดยไม่ต้องมีข้อกังขาว่า มาตรา 165 ให้รัฐบาลมีอำนาจในการจัดการออกเสียงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ เว้นเสียแต่ว่า ทุกฝ่ายจะตีความตรงกันว่า "กิจการในเรื่องใดที่อาจกระทบต่อประโยชน์ได้เสียของประเทศชาติหรือประชาชน" นั้น หมายรวมถึง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ด้วย.

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

อ่อ ลืม
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By pumpim on 2010-05-23 22:59

ติดตามบล็อกนี้อยู่ตลอดค่ะ

#3 By pumpim on 2010-05-23 22:59

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ให้เยอะเพราะนาน ๆ จะเจอบล็อกแนวนี้ในนี้

#2 By aroonwana on 2010-03-29 22:25

เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐะรรมนูญ แต่ในแง่วิธีการนั้นคงไม่มีความเห็น เพราะไม่มีองค์ความรู้เรื่องนี้

ส่วนเรื่องยุบสภา หากไม่คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสิน(เพื่อรักษาระบอบรัฐสภาตามหลักการของการยุบ ฯ) อยากทราบว่าแล้วจะอธิบายอย่างไรให้ประชาชนเสียงข้างมากยอมรับรัฐบาลในปัจจุบัน อย่าลืมว่าเสื้อแดงคือมวลชนที่ยืนยันเจตนารมณ์ตัวเองผ่านการเลือกตั้งมาติด ๆ กันหลายครั้งและถูกล้มล้างไปทุกครั้ง-- อารมณ์ไม่ยอมรับรัฐบาลที่ดำรงอยู่ด้วยการค้ำยันของกองทัพและบลา ๆ ๆ นั้น ไม่ได้อบอวลอยู่แต่ ณ บริเวณผ่านฟ้าแน่...

การยุบสภาถูกออกแบบมาเพื่อให้การปกครองระบบรัฐสภาคงอยู่(อันนี็ก็ว่าตามทฤ.รัฐศาสตร์ใช่มั้ย มันถูกออกแบบมาเพื่อการณ์นี้) เราจึงเห็นแย้งในเรื่องยุบสภาน่ะ big smile

#1 By aroonwana on 2010-03-29 22:25