ชวนคุยเรื่องบ้าน ๆ (1)

posted on 12 Oct 2009 00:23 by directdemocracy

 

วันนี้ขอพักเรื่องประชาธิปไตยทางตรงในเอเธนส์โบราณไว้ก่อน เพราะอยากจะชวนคุณผู้อ่านคุยเรื่องการเมืองไทยในปัจจุบันที่ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน แม้จะสนใจมันหรือไม่ก็ตาม ผมขอเรียกมันว่าเรื่องบ้าน ๆ นะครับ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป

ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงจุดยืนของตัวเองเสียก่อนครับว่าผมไม่สังกัดทั้งค่ายสีแดง หรือสีเหลือง แต่ถ้าจะถามว่าเห็นด้วยกับฝ่ายไหนในท่ามกลางความขัดแย้งในบ้านเมืองเวลานี้ ก็ต้องว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ไปครับ

เรื่องที่ผมจะชวนคุณผู้อ่านขบคิดแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ ก็คือเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นประเด็นโต้แย้งถกเถียงในสังคมการเมืองไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้มาจนถึงวันนี้

ฝ่ายที่สนับสนุนผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะอยู่ในขั้วใดทางการเมือง ต่างมีข้อโต้แย้งร่วมกันที่มองว่าปัญหาทางการเมืองปัจจุบันส่วนหนึ่งมีต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าเป็นดอกผลที่เกิดจากการรัฐประหารบ้าง เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญถอยหลังเข้าคลอง ไม่เป็นธรรมต่อนักการเมือง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัญหาเรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดีหรือไม่ดีตรงไหนอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรจะให้ทุกฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันสามารถคุยกันได้ หรือยอมรับแนวทางในการหาข้อยุติร่วมกันได้

สิ่งที่ผมคิดอยู่อยู่ในใจขณะนี้คือ การอาศัยกลไก "ประชาธิปไตยทางตรง" มาเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองครับ--จริง ๆ ครับ ไม่ได้พูดเล่น

กลไกประชาธิปไตยทางตรงที่ว่านี้ ก็คือ "การออกเสียงประชามติ" (referendum) แต่เป็นคนละอันกับการออกเสียงประมติที่คนไทยรู้จักกันเมื่อครั้งที่มีการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นะครับ เพราะอันนั้นไม่จัดว่าการออกเสียงประชามติตามหลักประชาธิปไตยที่สากลเค้ายอมรับกัน

ในแวดวงวิชาการสากลจัดให้การลงประชามติครั้งนั้นของไทยเป็น plebiscite ครับ ไม่ใช่ referndum คำอธิบายง่าย ๆ คือ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนั้น โดยสาระสำคัญแล้วเป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนออกเสียงรับรองความชอบธรรมของระบอบการเมืองที่ถูกออกแบบสร้างขึ้นใหม่ โดยการอำนวยการของรัฐบาลพลเรือนที่หนุนโดยอำนาจคณะทหาร

โดยหลักการแล้ว การลงประชามติรัฐธรมนูญครั้งนั้นไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะการตัดสินใจให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนในฐานะ "ปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย" หรืออย่างน้อยที่สุดการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนั้นก็มิได้เกิดจากการตัดสินใจขององค์กรนิติบัญญัติ หรือก็คือรัฐสภา ในฐานะผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของชาติในนามปวงชน

หากแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีที่มาจากการตัดสินใจใช้อำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยคณะรัฐประหาร แล้วเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2549 เพื่อให้กำหนดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติที่ดีเลิศเพียงใด ก็ยังขาดฐานความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยอยู่ดี

การกำหนดให้มีการจัดการลงคะแนนเสียงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างฐานความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญที่มีจุดกำเนิดจากการตัดสินใจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่แรก โดยเปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศในฐานะปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองโดยตรงว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นั้น

หากพิจารณาอย่างผิวเผิน ก็ดูเหมือนว่าการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดให้ประชาชนได้ออกเสียงตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองด้วยตนเอง ผ่านการออกเสียงประชามติตัดสินว่า จะยอมอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาทางการเมืองการปกครองที่ออกแบบใหม่นี้หรือไม่

แต่กระนั้น หากพิจารณาสาระสำคัญของเงื่อนไขหลักเกณฑ์การจัดการออกเสียงประชามติครั้งนั้นแล้ว กลับพบว่ามีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นการออกเสียงตัดสินใจโดยไม่มีทางเลือกอื่นให้ประชาชนได้พิจารณาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจว่าจะยอมให้บ้านเมืองเดินไปทางไหน (non-competitive vote) นั่นคือ หากไม่เอารัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่รู้ว่าทางเลือกที่เหลือคืออะไร เพราะไม่รู้ว่า คมช. กับรัฐบาลจะเลือกหยิบเอารัฐธรรมนูญเก่าฉบับไหนมาปรับแก้เพื่อประกาศใช้ แล้วจะปรับแก้อย่างไร?

สรุปคือ การลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เพราะเป็นการตัดสินใจออกเสียงที่มีทางเลือกให้พิจารณาเพียงทางเลือกเดียวคือ ตัวร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทางเลือกในการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติจึง ได้แก่ (1) รัฐธรรมนูญ 2550 และ (2) รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่รู้ และจะถูกปรับแก้อย่างไรก็ไม่รู้ ดังนั้น ทางเลือกที่ (2) จึงไม่ถือเป็น "ทางเลือกการตัดสินใจ"

ดังนั้น หากกล่าวอย่างถึงที่สุด การลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 โดยสารัตถะแล้วก็เป็นเพียงการตัดสินใจว่าจะเห็นชอบให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับ ก. หรือรัฐธรรมนูญฉบับ ข. ซึ่งกรณีหลังนี้ จึงจะถือได้ว่าเป็นการออกเสียงประชามติตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เพราะเป็นการแข่งขันระหว่างทางเลือกสองทาง เพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันตัดสินใจเอาเองว่า แต่ละคนมีเจตจำนงความต้องการที่จะให้บ้านเมืองเดินไปสู่ทิศทางไหน เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของการพิจารณาข้อโต้แย้งถกเถียง และการเปรียบเทียบเหตุผลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกอย่างถี่ถ้วนแล้ว

เมื่อทางเลือกของประชาชนในการลงประชามติมีแค่ (1) รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กับ (2) รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่รู้ และจะถกปรับแก้อย่างไรก็ไม่รู้ จึงทำให้การลงประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นเหมือน "การตัดสินใจที่ไม่มีทางเลือกอื่นให้พิจารณาไตร่ตรองเปรียบเทียบ" ประชาชนจึงต้องตัดสินใจโดยปราศจากการแข่งขันระหว่างทางเลือกต่าง ๆ ที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

เมื่อไม่มีทางเลือกให้แข่งขันกัน ก็ทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นจุดยืนและเหตุผลแตกต่างกัน ไม่มีโอกาสนำเสนอข้อโต้แย้งถกเถียง แลกเปลี่ยนทรรศนะเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก หรือแม้กระทั่งโน้มน้าวซึ่งกันและกันให้เห็นด้วยหรือยอมรับในทางเลือกที่ตนเห็นว่าดีที่สุด

ผลก็คือ การรณรงค์ในช่วงก่อนจัดการลงประชามติครั้งนั้น จึงมีเพียงเสียงของรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร ที่ออกมาผลักดันโน้มน้าวชักจูงสาธารณชนให้เห็นถึงผลดีของการออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญและต่อต้านการรัฐประหาร ก็เคลื่อนไหวรณรงค์ "ล้มรัฐธรรมนูญ" โดยการออกเสียงไม่รับรองรัฐธรรมนูญ 2550

นัยทางการเมืองของการออกเสียงเลือกว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนู 2550 นั้น ก็คือ การออกเสียงประชามติเป็นเพียงการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกว่าจะให้การรับรอง "ระบอบการเมืองภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นใหม่" หรือไม่

และด้วยเหตุที่ "ระบอบการเมืองภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นใหม่" นั้น (รัฐธรรมนูญ 2550) ถูกสร้างขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูที่เกิดขึ้นจากกติกาทางการมืองที่กำหนดโดยคณะรัฐประหาร (รัฐธรรมนูญ 2549) นั่นย่อมส่งผลให้การลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีฐานะเป็นเพียงการ "ออกเสียงรับรอง" ความชอบธรรมของระบอบการเมืองที่ผู้ปกครองกำหนดขึ้นแล้วเสนอให้ประชาชนพิจารณา หรือที่เรียกกันว่า plebiscite ไม่ใช่ referndum (จะอธิบายอย่างละเอียดอีกทีนะครับ)

ในแง่นี้ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 จึงเปรียบเสมือนกลไกหรือเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับระบอบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดที่กำหนดกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันของสังคมการเมืองไทยในเวลานี้

เมื่อ "การลงประชามติ" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่ใช่กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (referundum) แต่เป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนออกเสียงรับรองความชอบธรรมของระบอบการปกครองใหม่ที่ผู้ปกครองเสนอ ย่อมส่งผลให้รัฐธรรมนูญ 2550 ขาดความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย แม้จะมีฐานความชอบธรรมแบบอื่นรองรับหรืออ้างได้ว่ามีความชอบธรรม

แน่นอนครับ ที่ร่ายมายืดยาวนี้ก็เพื่อแสดงจุดยืนว่าผมเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ครับ แต่เหตุผลของการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความเห็นของผมนั้น เป็นคนละชุดหรือคนละเรื่องกับเหตุผลข้อโต้แย้งของฝ่ายการเมืองที่พยายามนำเสนอกันอยู่ในเวลานี้นะครับ

ผมไม่ได้จะบอกว่า เราต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะมันดีหรือไม่ดีตรงไหนอย่างไร แต่กำลังจะบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นทางออกหนึ่งในการนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในเวลานี้ครับ--พูดจริง ๆ นะครับ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งหัวเราะนะครับ

ผมคิดว่าหากเรา--สังคมการเมืองไทย--น่าจะเดินมาถูกทางแล้ว หากเลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ปัญหาที่ต้องขบคิดร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะแก้ไข 6 ประเด็น หรือกี่ประเด็น ดังเช่นที่ฝ่ายการเมืองกำลังถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้

แต่ปัญหาสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดี จะทำอย่างไรให้ดีได้อย่างไร? ถ้ารัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรม จะทำอย่างไรให้มีความชอบธรรม? การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีวิธีการอย่างไรที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้?

คำตอบของผมคือ การอาศัยกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครับ นั่นก็คือ "การออกเสียงประชามติประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ" (constitutional referndum) ซึ่งเป็นกลไกการตัดสินใจทางการเมืองบนหลักการเดียวกับที่ชาวเอเธนส์ปฏิบัติกันในการออกเสียงในที่ประชุมสภาประชาชนเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนนั่นแหละครับ

จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร? แล้วการออกเสียงประชามติที่ว่าจะเป็นทางออกของวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองของไทยได้อย่างไร? ไว้คุยกันต่อครั้งหน้านะครับ

Comment

Comment:

Tweet

When you are in a not good position and have no cash to go out from that point, you would have to take the <a href="http://bestfinance-blog.com/topics/credit-loans">credit loans</a>. Because that would aid you emphatically. I take credit loan every time I need and feel myself OK because of that.

#2 By ZAMORAConsuelo34 (91.201.66.6) on 2010-07-21 04:57

เป็นบทความที่ให้ความรู้และเป็นประโยชน์มากค่ะ
เราเองก็สนใจเรื่องการเมือง ไม่เคยคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ

ขอ addบล็อกไว้เลยนะคะ

ไว้มีเวลาจะมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันconfused smile

#1 By pumpim on 2010-02-09 22:51