ไม่เสมอภาคแต่เท่าเทียม

posted on 01 Oct 2009 18:53 by directdemocracy

 

 

สำหรับประเด็นเรื่องการมีทาสในสังคมเอเธนส์ ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาคตามหลักการประชาธิปไตยในความเข้าใจของคนสมัยใหม่นั้น ได้มีนักวิชาการโต้แย้งว่า คำกล่าวที่ว่าอารยธรรมของชาวเอเธนส์เจริญรุ่งเรืองขึ้นบนฐานของแรงงานทาส ซึ่งช่วยให้พลเมืองเอเธนส์เป็นอิสระเสรีจากภาระการทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน และสามารถเข้าไปร่วมกันทำกิจกรรมทางการเมืองและวัฒนธรรมได้สบายนั้น อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงเสียทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่าพลเมืองกว่าครึ่งของเอเธนส์นั้น อยู่ในกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด และคนกลุ่มนี้โดยส่วนมากเป็นแรงงานรับจ้างและคนงานในสถานประกอบการ ดังนั้น การมีแรงงานทาสอยู่ในระบบเศรษฐกิจเอเธนส์ จึงไม่ได้มีผลช่วยให้พลเมืองกลุ่มนี้หลุดพ้นจากข้อจำกัดความจำเป็นในการหาเลี้ยงชีพได้เลย

 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว อาจสรุปได้ว่าแท้จริงแล้วแรงงานทาสไม่ใช่สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับวิถีการดำรงชีวิตของชาวเอเธนส์ หากแต่เป็นเพียงปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจของเอเธนส์เท่านั้น นั่นคือ แรงงานทาสช่วยให้ชาวเอเธนส์สามารถผลิตสินค้าปริมาณมากได้ด้วยต้นทุนต่ำ และมีแรงงานสำหรับงานที่หนักและยากลำบากซึ่งเสรีชนคนทั่วไปเลือกที่จะไม่ทำ เช่น งานขุดเหมืองแร่ งานก่อสร้าง เป็นต้น ทาสในเอเธนส์จึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ระบอบการปกครองตนเองของพลเมืองเอเธนส์เป็นไปได้ดังที่มีการตั้งข้อสังเกตไว้           

ส่วนประเด็นเรื่องความเสมอภาคทางสังคมนั้น ทาสในสังคมเอเธนส์ก็ถือได้ว่ามิได้ต่ำต้อยด้อยค่าหรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนในสถานะอื่น ๆ แต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ในการประกอบอาชีพประจำวันของผู้คนในเอเธนส์นั้น ทั้งทาส พลเมือง และคนต่างด้าวต่างทำงานเคียงข้างกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยกกีดกั้น ในบางกรณีทาสที่มีทักษะฝีมือก้าวหน้ากว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นซึ่งมีสถานะเป็นพลเมือง ยังอาจได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคนงาน (foreman) ในสถานที่ทำงานนั้น ยิ่งกว่านั้น ทาสที่อยู่ใต้สังกัดนคร (state-owned slave) ยังอาจได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ช่วยเหลืองานเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เช่น งานเสมียนในฝ่ายต่าง ๆ หรือติดตามเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัดของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นต้น

สภาพดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ทางเศรษฐกิจนั้น กลุ่มคนต่างด้าวและทาส ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเอเธนส์ มีบทบาทไม่ต่างจากประชาชนพลเมืองของนครรัฐ เฉพาะแต่ในพื้นที่ทางการเมืองเท่านั้นที่คนแต่ละกลุ่มถูกแบ่งแยกจากกันตามสถานภาพทางกฎหมาย นอกจากนี้ หากพิจารณาในมิติทางสังคม จะพบว่าบุคคลผู้มีสถานะทาสในเอเธนส์ ต่างมีสภาพวิถีความเป็นอยู่และคุณภาพในการดำรงชีวิตไม่ได้เลวร้ายไปกว่าคนทั่วไป ยกเว้นพวกทาสที่ทำงานหนักและยากลำบากในเหมืองแร่ซึ่งมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของทาสทั้งหมด ดังนั้น หากไม่นับเรื่องสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ เช่น การประกอบอาชีพโดยอิสระแล้ว ทาสในเอเธนส์โดยทั่วไปมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในหลายประการไม่ต่างจากเสรีชน

ทาสในเอเธนส์จึงมิใช่มนุษย์ที่เป็นเพียงทรัพย์สินซึ่งผู้เป็นนายจะกระทำอย่างไรได้ตามอำเภอใจ เพราะทาสในเอเธนส์ทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิโดยกฎหมายห้ามการทำร้ายทารุณทาส ยิ่งกว่านั้น ทาสที่ทำงานรับใช้ในครัวเรือน ยังมักจะได้รับความนับถือและความเมตตาจากเจ้าของบ้าน ส่วนทาสที่ทำงานในสถานประกอบการผลิตสินค้าหัตถอุตสาหกรรม ก็มีสิทธิในการริเริ่มสร้างสรรค์และถือครองสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานการออกแบบที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

ทาสในสถานประกอบการบางคนที่ฝีมือดีก็ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น และถึงขั้นเก็บหอมรอมริบจนไถ่ถอนตัวเองให้เป็นอิสรชนได้ สำหรับทาสอีกจำนวนมากที่เป็นสมบัติของรัฐ ก็มีเสรีภาพในการเลือกสถานที่อยู่อาศัยในนคร มีวิถีการดำรงชีวิตอิสระเสรีตามความพอใจ ในแต่ละวันก็เพียงทำงานในความรับผิดชอบและรายงานผลการทำงานของตนต่อผู้ที่มอบหมายงาน อีกทั้งทาสเหล่านี้ยังได้รับค่าตอบแทนแรงงาน รวมถึงสามารถเก็บเงินไถ่ถอนตัวเองจากการเป็นทาสได้เช่นกัน  

จากสภาพทางสังคมดังกล่าว นักวิชาการบางท่านจึงสรุปว่า แม้ทาสในเอเธนส์จะไม่มีสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง แต่ในแง่ของวิถีการดำรงชีพแล้ว ทาสในเอเธนส์มีชีวิตที่มั่นคง มีสภาพการทำงานที่ดี สามารถมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตได้ไม่น้อยไปกว่าเสรีชน สภาพการมีวิถีชีวิตทางสังคมร่วมกันระหว่างพลเมือง คนต่างด้าว และเหล่าทาสในเอเธนส์โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมในลักษณะนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของ “ความเสมอภาคทางสังคม” (social equality) ในระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์ หลักฐานหนึ่งที่ยืนยันข้อสรุปนี้ จะเห็นจากข้อเท็จจริงที่ว่าในช่วงก่อนหน้าปี 103 ก่อนคริสตกาล ไม่เคยมีเหตุการณ์ลุกฮือของพวกทาสในเอเธนส์ปรากฏให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว

ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มเสรีชนคนต่างด้าว (metics) ในเอเธนส์นั้น นักวิชาการเห็นว่า แม้ในทางการเมือง เอเธนส์จะแบ่งแยกกลุ่มประชากรตามสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองออกเป็น 3 กลุ่ม คือ พลเมือง คนต่างด้าว และทาส โดยประชากร 2 กลุ่มหลัง แม้จะมีสัดส่วนจำนวนมากในนคร แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิทางการเมือง แต่หากพิจารณาในมิติทางเศรษฐกิจแล้ว คนต่างด้าวที่ลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ในเอเธนส์ ต่างก็มีสิทธิในทางเศรษฐกิจแทบจะไม่ต่างจากพลเมืองทั่วไปนัก นั่นคือ คนต่างด้าวทุกคนมีสิทธิและโอกาสในการลงทุนประกอบกิจการพาณิชย์เสมอภาคกัน ได้รับผลกำไรตอบแทนการค้าการลงทุน และค่าแรงในระดับไม่ต่างกัน

การประกอบอาชีพหรือการดำเนินกิจการค้าขายในเอเธนส์นั้น ไม่มีการจำกัดหรือผูกขาดไว้สำหรับกลุ่มคนที่มีสถานะพลเมือง การประกอบอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือช่างฝีมือ ล้วนเปิดกว้างสำหรับประชากรเสรีชนทุกคน ยิ่งกว่านั้น ชาวเอเธนส์ยังพยายามสร้างแรงดึงดูดให้พ่อค้าต่างด้าวเข้ามาค้าขาย หรืออพยพเข้ามาปักหลักลงทุนประกอบธุรกิจในนครมากยิ่งขึ้นด้วย ส่วนเหตุผลที่เอเธนส์ส่งเสริมให้คนต่างด้าวเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทางเศรษฐกิจของนครนั้น ก็เนื่องมาจากเหล่าพ่อค้าวาณิชต่างด้าวเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของนครรัฐ ซึ่งได้จากการเก็บภาษีนั่นเอง และด้วยเหตุนี้ กลุ่มประชากรที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจในเอเธนส์จึงมักจะเป็นกลุ่มคนต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ (methics)

 

สำหรับพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมในเอเธนส์นั้น กล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเปิดกว้างสำหรับประชากรทุกกลุ่มมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งกลุ่มประชากรสตรีและเด็ก คนต่างด้าว รวมถึงเหล่าทาส ล้วนมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมโดยไม่กีดกั้นแบ่งแยกดังเช่นในพื้นที่ทางการเมือง กล่าวคือ ประชากรผู้อยู่อาศัยในนครเอเธนส์ มีสิทธิในการเข้าร่วมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เทศกาลเฉลิมฉลอง งานประเพณีการละเล่นกีฬา ตลอดจนงานมหรสพดนตรีและการละคร ไม่ต่างจากพลเมืองเอเธนส์ทั่วไป หากจะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งที่นั่งหรือที่ยืนในการชมงานเท่านั้น

 

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่าพื้นที่ทางการเมืองจะถือเป็นอาณาเขตที่จำกัดไว้เฉพาะพลเมืองเอเธนส์ แต่สำหรับพื้นที่ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้น กลับมีลักษณะเปิดกว้างให้สมาชิกกลุ่มอื่นในสังคมเอเธนส์เข้ามาร่วมด้วยในระดับที่มากน้อยแตกต่างกันไป การมีทาสในเอเธนส์จึงมิได้หมายถึงการเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น หรือการมองคนแต่ละคนว่ามีความสูงต่ำแตกต่างกันตามชาติกำเนิดแต่อย่างใด

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากครับ confused smile

#2 By DD on 2009-10-01 22:38

สวัสดีครับ

มีบทความวิชาการดีๆอันเป็นสาระประโยชน์มาฝากเรื่อยๆแบบนี้ ต้องขออนุญาตเป็นแฟนประจำบล็อกนี้ซะแล้ว...โดยส่วนตัวผมจะชื่นชอบในความเด็ดเดี่ยวของ Socratis มากครับ รวมทั้งแนวคิดและมรรควิธีการจัดสรรเรื่องต่างๆ ในเอเธนส์ยุคนั้นด้วย..ขอบคุณมากครับ Hot! Hot! Hot!

#1 By นิลกาฬ on 2009-10-01 20:43