ประเด็นหนึ่งที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเกี่ยวกับ “ความเป็นประชาธิปไตย” ในเอเธนส์ ก็คือ การมองว่าการจำกัดสิทธิพลเมืองโดยสมบูรณ์ไว้เฉพาะชายฉกรรจ์อายุ 20 ปีขึ้นไป เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยเอเธนส์มีลักษณะเป็นระบอบ “ปิตาประชาธิปไตย” (democracy of the patriarchs)

เนื่องจากสตรีไม่มีสิทธิทางการเมืองแต่อย่างใดในระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์ หากประชากรสตรีเอเธนส์จะถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “พลเมือง” ก็เฉพาะในแง่ของการนับวงศาคณาญาติในตระกูล (genealogical processes) ในนัยนี้ ความเป็นพลเมืองของสตรีเอเธนส์ จึงไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการเข้าร่วมการเมือง เป็นแต่เพียงเครื่องมือสำหรับสร้างทายาทที่เป็นลูกหลานของพลเมืองเอเธนส์เท่านั้น (producing citizen son)

นอกจากนี้ยังมีการมองกันว่า การจำกัดสิทธิความเป็นพลเมืองของนครรัฐให้เฉพาะพลเมืองชายนั้น ส่งผลให้สังคมเอเธนส์มีลักษณะเป็น “สังคมของบุรุษ” (male society) และยิ่งกว่านั้น  หากพิจารณา “นครรัฐ” (polis) ในแง่ของหน่วยทางการเมืองแล้ว จะเห็นได้ว่า นครรัฐเอเธนส์เป็นเพียง “สังคมของพลเมือง” (society of citizen) เท่านั้น

กล่าวคือ เฉพาะกลุ่มชายฉกรรจ์ชาวเอเธนส์ที่มีสถานะพลเมือง ซึ่งถือเป็นเพียงประชากรบางส่วนในนครรัฐเท่านั้น ที่ได้รับสิทธิในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรทางการเมือง ส่วนคนกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ ประชากรสตรี เสรีชนคนต่างด้าว และทาส แม้จะอยู่อาศัยใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมเอเธนส์ แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นสมาชิกในชุมชนทางการเมืองของนครรัฐ เพียงแต่มีหน้าที่ดำเนินวิถีชีวิตประจำวันของตนเองไป ในขณะที่เหล่าพลเมืองอาจหยุดงานประจำวันไปร่วมทำหน้าที่ในองค์กรทางการเมืองการปกครองได้

อย่างไรก็ตาม ข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวก็มีจุดให้โต้แย้งได้เช่นกัน ดังเช่นข้อสังเกตที่ว่า แม้การจำกัดสิทธิทางการเมืองไว้เฉพาะพลเมืองชายฉกรรจ์ชาวเอเธนส์ จะทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตยของเอเธนส์ มีลักษณะเป็น “ประชาธิปไตยแบบจำกัด” (limited democracy) แต่มิใช่ว่าเงื่อนไขข้อจำกัดดังกล่าวจะปราศจากเหตุผลที่พอจะเข้าใจได้เสียทีเดียว

สำหรับชาวเอเธนส์แล้ว เหตุผลในการจำกัดสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองไว้เฉพาะพลเมืองชายวัยผู้ใหญ่นั้น อาจเป็นไปได้ว่าเพื่อให้การกำหนดทิศทางและตัดสินนโยบายการบริหารบ้านเมือง เป็นบทบาทของกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตและประสบการณ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการของนครรัฐ นั่นก็คือ กลุ่มหัวหน้าครอบครัวชาวเอเธนส์ที่สืบเชื้อสายกันมาจากบรรพบุรุษ

และที่สำคัญคือ คนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างถาวรกับกิจการสาธารณะของนคร เพราะวิถีความเป็นอยู่ตลอดช่วงชีวิตของเขาและครอบครัว ต้องขึ้นอยู่กับการบริหารกิจการสาธารณะทุกด้านของนครรัฐอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ ต่างจากประชากรที่เป็นกลุ่มคนต่างด้าวซึ่งมีวิถีชีวิตอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปตามแหล่งทำมาหากินเป็นปกติ แม้จะปักหลักอยู่ที่ใดที่หนึ่งเป็นระยะเวลานาน แต่ก็อาจมิได้มีสำนึกผูกพันต่อบ้านเมืองเท่ากับผู้ที่เป็นพลเมืองของนครรัฐนั้นโดยกำเนิด

นอกจากประเด็นเรื่องการจำกัดสิทธิความเป็นพลเมืองไว้เฉพาะชายชาวเอเธนส์แล้ว ประเด็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยในเอเธนส์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ข้อโต้แย้งเรื่องการใช้แรงงานทาสในสังคมกรีก ตัวอย่างเช่น การมองว่า ความเจริญรุ่งเรืองของนครรัฐต่าง ๆ ในศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตกาล ไม่เฉพาะแต่ในเอเธนส์ แต่ยังรวมถึงนครรัฐอื่น ๆ เช่น Corinth และ Aegina เป็นต้น ล้วนเกิดขึ้นบนฐานระบบเศรษฐกิจที่มีการใช้แรงงานทาส (slave economy) ไม่ว่าจะเป็นในกิจการเหมืองแร่ การผลิตเกษตรกรรม หัตถกรรม และพาณิชยกรรม

ยิ่งกว่านั้น ระบบการผลิตที่ใช้แรงงานทาส มิได้มีความสำคัญเพียงในแง่ของความจำเป็นต่อระบบเศรษฐกิจเท่านั้น หากยังเป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตทางสังคมและการเมืองของพลเมืองในภาพรวมอีกด้วย เพราะสถานภาพความเป็นทาสของประชากรส่วนหนึ่ง เป็นสิ่งที่ทำให้สถานภาพความเป็น “พลเมืองเสรี” (free citizen) ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง มีความหมายอย่างมากในทางการเมือง

ดังจะเห็นได้จากมุมมองที่ว่า ชาวเอเธนส์สามารถสร้างระบบประชาธิปไตยที่พลเมืองเข้ามาร่วมกันตัดสินใจในการปกครองบ้านเมืองได้ก็เพราะคนเหล่านี้ไม่ต้องทำงาน แต่อาศัยแรงงานทาสขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของนคร จึงมีเวลาเหลือเฟือสำหรับจับกลุ่มถกเถียงปัญหาทางการเมือง และร่วมประชุมในสภาประชาชนได้โดยไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องปากท้องของครอบครัว

หากข้อวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวมานี้ถูกต้อง ก็น่าสงสัยว่าสังคมการเมืองของเอเธนส์จะยังถือว่ามีความเป็นประชาธิปไตยไปได้อย่างไร เพราะมีความไม่เสมอภาคเท่าเทียมปรากฏให้เห็นชัดเจนอย่างนี้ คราวหน้าจะมาชวนคุยในประเด็นนี้กันต่อนะครับ

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณครับ เป็นประโยชน์มากbig smile

#1 By นิลกาฬ on 2009-09-26 14:10