วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554 เวลา 20:00:00 น.

 


(ภาพจากเอพี)



ภาพถ่ายดาวเทียมของนาซา (NASA) แสดงให้เห็นลักษณะภูมิประเทศของซูดาน พื้นที่ตอนเหนือของซูดาน ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย มีพื้นที่สำหรับเพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์เฉพาะบริเวณพื้นที่ลุ่มตามแนวแม่น้ำไนล์ ส่วนดินแดนซูดานใต้ ปกคลุมด้วยพื้นที่ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ หนองบึงกระจายอยู่ทั่วไป และป่าไม้เขตร้อน


โดย ชาย ไชยชิต

นับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา การออกเสียงประชามติ (referendum) เป็นกลไกสำคัญที่ถูกนำมาใช้การตัดสินประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือดินแดนในหลายกรณี
 

โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรง อันมีต้นตอสาเหตุมาจากประเด็นเรื่องการปกครองในประเทศที่มีประชากรหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่รวมกัน
 

ในหลายกรณี วิกฤตความขัดแย้งและการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังอาวุธของประชาชนต่างชาติพันธุ์ที่ถูกทำให้ต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งชาติที่มีความเป็นเอกพันธุ์ สามารถยุติลงได้ด้วยการอาศัยกลไกการออกเสียงประชามติ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในชาติเป็นผู้ตัดสินความเป็นไปทางการเมืองด้วยตนเอง
 

การออกเสียงประชามติในประเทศซูดาน ซึ่งกำลังมีขึ้นในระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม ค.ศ. 2011 เป็นอีกกรณีหนึ่งที่กลไกการออกเสียงประชามติ ถูกนำมาใช้ในกระบวนการแสวงหาทางออกจากวิกฤตความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองอันยืดเยื้อยาวนานหลายทศวรรษ


สงครามกลางเมืองและข้อตกลงสันติภาพ


ประเทศซูดาน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปอัฟริกา และมีทรัพยากรธรรมชาติอันสมบูรณ์ ต้องตกอยู่ในสภาวะสงครามกลางเมืองอันน่าเศร้าสลดตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี
 

สงครามกลางเมืองรอบแรก ปะทุขึ้นในปี ค.ศ. 1955 เพียงไม่กี่เดือนหลังจากประเทศซูดานได้รับเอกราชจากอังกฤษ เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากการเข่นฆ่ากันของคนในประเทศเดียวกันนี้ยุติลงในปี ค.ศ. 1972 โดยทั้งสองฝ่ายยอมหันหน้าเข้ามาตกลงทำสัญญายุติความรุนแรงต่อกัน
 

ส่วนการสู้รบกันระลอกที่สอง เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1983 การเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงของผู้คนสองฝ่ายในประเทศเดียวกัน ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2005 ซึ่งเป็นผลจากการทำข้อตกลงสัญญาสันติภาพถาวร (Comprehensive Peace Agreement) ระหว่างประชาชนชาวซูดานใต้ในนามกองกำลังปลดปล่อยประชาชนซูดานใต้ (Sudan People′s Liberation Army (SPLA)) กับรัฐบาลซึ่งยึดกุมโดยชนชั้นนำชาวอาหรับในซูดานเหนือ
 

ข้อตกลงสันติภาพในปี ค.ศ. 2005 มีสาระสำคัญคือ รัฐบาลให้การรับรองสิทธิของประชาชนชาวซูดานใต้ในการตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศซูดานยังคงความเป็นรัฐเดี่ยวเช่นที่เป็นอยู่ หรือต้องการให้ซูดานใต้แยกตัวออกมาเป็นอิสระในการปกครองตนเอง
 

หลังจากต้องตกอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง อันมีแต่ส่งผลเสียหายแก่ประเทศ เหล่าชนชั้นนำและนักการเมืองในซูดานเหนือ จึงเริ่มหันมายอมรับว่าการแยกระบบการเมืองการปกครองของซูดานใต้และเหนือ ออกมาเป็น 2 รัฐ น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย
 

สำหรับประชาชนชาวซูดานเหนือ และรัฐบาลที่ยึดกุมโดยนักการเมืองอาหรับ การแยกตัวของซูดานใต้มีข้อดีตรงที่ไม่เพียงยุติความขัดแย้งที่ฝังรากลึก แต่ยังเป็นโอกาสที่เอื้อต่อการพยายามสถาปนาระบบการปกครองแบบรัฐอิสลามให้บังเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ
 

เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลไม่สามารถปกครองดินแดนซูดานใต้ที่มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นคริสเตียนได้ เนื่องจากมีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม
 

การลงประชามติที่จัดขึ้นตามข้อตกลงสันติภาพ ค.ศ. 2005 จึงเป็นการหาข้อยุติปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในประเทศ โดยให้ประชาชนซูดานใต้เป็นผู้ตัดสินใจกำหนดชะตากรรมความเป็นไปด้วยตนเอง


เหตุผลที่ชาวซูดานใต้ต้องการลงประชามติ


มีการวิเคราะห์กันว่า ประชาชนชาวซูดานใต้จำนวนมากจะออกเสียงรับรองการแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองตนเอง ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
 

ประการแรก ชาวซูดานใต้รู้สึกว่าซูดานเหนือและซูดานใต้นั้น ไม่ได้เป็นประเทศเดียวกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร พวกเขารู้สึกว่า ความเป็นเอกภาพของประเทศซูดานในอดีตนั้น เกิดจากการบีบบังคับให้ประชาชนต้องรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันโดยเจ้าอาณานิคม ที่แย่กว่านั้นคือ เมื่อประเทศซูดานได้รับการปลดปล่อยเอกราชในปี ค.ศ. 1956 ชาวคริสเตียนซูดานใต้ก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจการควบคุมประเทศของรัฐบาลของชนชั้นนำชาวอาหรับในซูดานเหนือ
 

การที่ซูดานใต้ต้องอยู่ภายใต้การอำนาจควบคุมประเทศโดยรัฐบาลซูดานเหนือนั้น เป็นผลที่ตามมาจากการสมคบคิดกันระหว่างเจ้าอาณานิคมอังกฤษกับชนชั้นนำชาวอาหรับในซูดานเหนือ และมีรัฐบาลอียิปต์ร่วมรู้เห็นเป็นใจ ในการวางระบบการปกครองซูดานหลังการปลดปล่อยอาณานิคม โดยเอื้อให้ชนชั้นนำชาวอาหรับในภาคเหนือเป็นผู้ยึดกุมอำนาจปกครองประเทศ
 

การตกลงกันในครั้งนั้นรู้จักการในนาม “การประชุมที่เมืองจูบาในปี ค.ศ. 1947” (Juba Conference of 1947) สาระสำคัญก็คือ การตัดสินใจรวมดินแดนซูดานเหนือและใต้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน หลังจากนั้นเจ้าอาณานิคมจึงปลดปล่อยประเทศซูดานให้ได้รับเอกราชในการปกครอง
 

การตัดสินใจในการประชุมดังกล่าว นอกจากจะมองข้ามกระแสคัดค้านของประชาชนในดินแดนซูดานใต้แล้ว ยังไม่สนใจต่อข้อเท็จจริงที่ว่า ในยุคอาณานิคมนั้น ดินแดนและประชากรในซูดานเหนือและซูดานใต้ต่างถูกปกครองโดยแบ่งแยกเป็นเอกเทศจากกันมาโดยตลอด ภายใต้ระบบการปกครองอาณานิคม ซูดานใต้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มประเทศอัฟริกาตะวันออก นั่นคืออยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศเคนยา อูกานดา และแทนซาเนีย
 

ประการที่สอง ชาวซูดานใต้มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่า ชาวซูดานเหนือไม่ได้มองว่าชาวซูดานใต้เป็นพลเมืองที่มีสถานะเท่าเทียมกัน เพราะชาวซูดานใต้มักจะได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาลราวกับว่าตนเป็นพลเมืองชั้นสองในประเทศของตัวเอง
 

นับแต่ซูดานได้รับเอกราชเป็นต้นมา รัฐบาลซูดานในกรุงคาร์ทูม (Khartoum) บริหารประเทศในลักษณะที่ทำให้ประชาชนชาวซูดานใต้กลายเป็นกลุ่มคนชายขอบทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองมาโดยตลอด 
 

รัฐบาลในเมืองหลวงที่ตั้งอยู่ในตอนเหนือของซูดาน ละเลยต่อการพัฒนาในพื้นที่ซูดานใต้ หากมุ่งตักตวงกอบโกยทรัพยากรธรรมชาติในดินแดนตอนใต้เพื่อนำไปพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ตอนเหนือ ยิ่งกว่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลในซูดานเหนือไม่เคยยอมรับเสรีภาพทั้งในทางการเมืองและการนับถือศาสนาของชาวซูดานใต้
 

ประการที่สาม ประชาชนชาวซูดานใต้เชื่อว่า ช่องว่างของความแตกต่างระหว่างตนเองกับชาวซูดานเหนือนั้นกว้างเกินกว่าจะสามารถเชื่อมประสานให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ ยิ่งกว่านั้น ชาวซูดานใต้จำนวนมากยังไม่เชื่อด้วยว่า กระบวนการปกครองที่ประชาชนถูกบังคับให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกันเช่นนี้ จะนำไปสู่การมีสันติสุขได้
 

ในช่วงที่ผ่านมา แม้รัฐบาลจะเผชิญกับแรงกดดันเรียกร้องให้มีการปฏิรูประบบการบริหารประเทศเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาพื้นที่ และสร้างความเสมอภาคแก่พลเมืองทุกกลุ่ม แต่รัฐบาลซูดานกลับปฏิเสธที่จะดำเนินนโยบายการปฏิรูปประเทศอย่างไม่สะทกสะท้าน
 

อันที่จริงแล้ว ข้อตกลงการประชุมที่เมืองจูบาใน ค.ศ. 1947 นั้น มีเจตนารมณ์ประการหนึ่งอยู่ที่การสร้างความเป็นเอกภาพในการอยู่ร่วมกันของประชาชนชาวซูดานทั้งสองกลุ่มเป็นสำคัญ กล่าวคือ ภายหลังการรวมประเทศแล้ว ประเทศซูดานจะกลายเป็นรัฐฆราวาส ที่เคารพสิทธิของพลเมืองทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคกัน และยอมรับความแตกต่างหลากหลายในทางชาติพันธุ์และการนับถือศาสนาของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเปิดกว้าง
 

แต่เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากชาวซูดานขึ้นมาแล้ว รัฐบาลของชาวอาหรับในซูดานเหนือกลับเลือกที่จะสร้างระบบการปกครองแบบรัฐอิสลามให้เกิดขึ้นในดินแดนตอนเหนือของประเทศเป็นหลัก แล้วขยายมาสู่การบังคับใช้กฎหมายอิสลามทั่วประเทศ แทนที่จะมุ่งสร้างรัฐฆราวาสที่มีการปกครองอย่างไม่แบ่งแยกหรือกดทับสิทธิเสรีภาพและอัตลักษณ์ของคนกลุ่มอื่น ๆ ที่มิใช่อิสลาม
 

ประการที่สี่ แม้ชาวซูดานจะอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่ประชาชนชาวซูดานเหนือและใต้ ยังคงมีความไม่เชื่อใจกันฝังลึกอยู่ ชาวซูดานใต้มักรู้สึกว่า ไม่ว่ารัฐบาลในภาคเหนือจะลงนามข้อตกลงเรื่องใด ๆ กับฝ่ายซูดานใต้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รัฐบาลก็มักกลับคำในภายหลังและไม่ยอมทำตามพันธสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้
 

ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ. 1997 รัฐบาลซูดานได้ยกเลิกข้อตกลงสันติภาพที่ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1972 ซึ่งยุติสงครามกลางเมืองครั้งแรก ด้วยตนเองฝ่ายเดียว หลังจากที่รัฐบาลไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่ได้เคยให้สัญญากับกลุ่มต่อต้านของชาวซูดานใต้ไว้
 

แม้จะมีการทำข้อตกลงสันติภาพเพื่อยุติสงครามกลางเมืองหนที่สองในปี ค.ศ. 2005 รัฐบาลซูดานก็ยังพยายามที่จะถ่วงเวลาในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อตกลง และยังไม่มีความจริงใจในการจัดสรรส่วนแบ่งรายได้จากภาษีน้ำมัน เพื่อกระจายความเจริญไปยังพื้นที่ซูดานใต้ที่เป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมันเกือบทั้งหมดของประเทศ
 

ยิ่งกว่านั้น ที่ผ่านมารัฐบาลในซูดานเหนือยังพยายามทุกวิถีทางที่จะหน่วงเหนี่ยวกระบวนการออกเสียงประชามติรับรองการแยกตัวเป็นอิสระของชาวซูดานใต้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพถาวรระหว่างทั้งสองฝ่ายอีกด้วย
 

ด้วยเหตุผลประการต่าง ๆ ที่กล่าวมา ผนวกกับความหวังของประชาชนที่ต้องการอยู่ภายใต้ระบบการปกครองของตนเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การมีเสรีภาพและความเท่าเทียมกันของพลเมือง รวมถึงความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจและความเจริญในพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนชาวซูดานใต้ มองไม่เห็นทางเลือกอื่นใด นอกเสียจากการออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจแยกตัวออกมาอยู่ภายใต้การปกครองตนเอง


การลงประชามติรับรองอธิปไตยของซูดานใต้
 

วันที่ 9-15 มกราคม 2011 ประชาชนชาวซูดานใต้ ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ และรวมทั้งผู้ที่พำนักอาศัยอยู่ในอีก 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา อียิปต์ เอธิโอเปีย เคนยา อูกานดา สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา จะได้ออกเสียงประชามติ เพื่อตัดสินอนาคตของซูดานใต้ นั่นคือ การแยกตัวเป็นอิสระจากซูดานเหนือ
 

การจัดการออกเสียงประชามติครั้งนี้ เป็นการเปิดให้ประชาชนซูดานใต้ออกเสียงตัดสินใจว่าต้องการให้ประเทศซูดานยังคงเป็นหนึ่งเดียวกับซูดานเหนือเช่นเดิม หรือต้องการให้ซูดานใต้แยกตัวออกมาปกครองตนเอง
 

กระบวนการออกเสียงประชามติดำเนินการโดยคณะกรรมการการออกเสียงประชามติในซูดานใต้ (Southern Sudan Referendum Commission (SSRC)) ซึ่งแต่งตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของ กฎหมายการออกเสียงประชามติในซูดานใต้ ค.ศ. 2009 (Southern Sudan Referendum Act 2009) 
 

คณะกรรมการการออกเสียงประชามติฯ เปิดให้มีการลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิออกเสียงประชามติ ระหว่างวันที่ 15 พฤศจิกายน - 8 ธันวาคม ค.ศ. 2010 มีประชาชนชาวซูดานใต้ลงทะเบียนแจ้งความจำนงในการใช้สิทธิลงประชามติทั้งในและนอกประเทศกว่า 3.9 ล้านคน
 

ในเขตซูดานเหนือ มีชาวซูดานใต้ที่มาแจ้งความจำนงในการออกเสียง 116,860 คน (หญิง 52%; ชาย 48%) ส่วนในเขตซูดานใต้ มีผู้แจ้งใช้สิทธิลงประชามติทั้งหมด 3,753,815 คน (หญิง 39%; ชาย 61%) และมีผู้แจ้งใช้สิทธิออกเสียงนอกประเทศ 60,241 คน
 

คณะกรรมการการออกเสียงประชามติฯ จัดให้มีจุดลงคะแนนเสียงประชามติทั่วประเทศ รวม 2,812 แห่ง อยู่ในซูดานเหนือ 174 แห่ง และในซูดานใต้ 2638 แห่ง ส่วนจุดลงคะแนนประชามตินอกประเทศนั้น กระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ รวม 80 แห่ง
 

กฎหมายการออกเสียงประชามติดังกล่าว กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ผลการออกเสียงประชามติจะมีผลผูกพันทางกฎหมาย ก็ต่อเมื่อมีประชาชนออกมาใช้สิทธิลงประชามติ อย่างน้อย 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้มาแจ้งใช้สิทธิทั้งหมด
 

ในกรณีที่มีผู้มาใช้สิทธิลงประชามติไม่ถึงจำนวนดังกล่าว ก็จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติอีกรอบหนึ่งภายใน 60 วันหลังการประกาศผล
 

หากมีจำนวนผู้มาใช้สิทธิลงประชามติเกินกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด ผลการออกเสียงประชามติจะเป็นตัวชี้ขาดว่า ดินแดนซูดานใต้จะอยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลซูดานในกรุงคาร์ทูมต่อไป หรือจะแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองโดยมีรัฐบาลของตนเอง ทั้งนี้ ทางเลือกที่ได้รับชัยชนะ จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนในสัดส่วน 50% +1 จากจำนวนคะแนนเสียงทั้งหมด


อนาคตที่ท้าทายของซูดานใต้
 
การจัดการออกเสียงประชามติรับรองอธิปไตยของซูดานใต้ นับเป็นก้าวสำคัญในกระบวนการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรระหว่างชาวคริสเตียนในซูดานใต้และชาวอาหรับในซูดานเหนือ แต่กระนั้น แม้ผลการลงประชามติจะเปิดทางไปสู่การแยกตัวเป็นอิสระในการปกครองตนเองของชาวซูดานใต้ แต่ประเทศซูดานก็จะยังคงเผชิญกับประเด็นท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องใหม่ ๆ ในอนาคต
 

เพราะแม้ในขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงไม่สามารถหาข้อตกลงกันได้ว่าจะจัดสรรผลประโยชน์จากแหล่งน้ำมันดิบซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ซูดานใต้อย่างไร เนื่องจากการส่งออกน้ำมันของซูดานใต้ต้องขนส่งผ่านท่าเรือที่อยู่ในดินแดนซูดานตอนเหนือ การแยกตัวออกเป็นสองรัฐจึงยังจำเป็นต้องอาศัยการร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลใหม่ในกรุงจูบา (Juba) ของซูดานใต้ ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียรายได้แทบทั้งหมดจากการส่งออกน้ำมันไป
 

การยังไม่มีการกำหนดแนวแบ่งเขตพรมแดนพื้นที่รอยต่อระหว่างซูดานหนือและซูดานใต้อย่างชัดเจน ก็อาจเป็นประเด็นปัญหาความขัดแย้งใหม่ที่เกิดขึ้นภายหลังการแยกตัวของซูดานใต้ เพราะพื้นที่พรมแดนบริเวณดังกล่าวอุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันดิบเป็นจำนวนมาก
 

นอกจากนี้ หากมีการแบ่งแยกเขตแดนอย่างเด็ดขาดแล้ว รัฐบาลทั้งสองฝ่ายยังจำเป็นต้องรับรองสิทธิในการอพยพเคลื่อนย้ายที่ตั้งชุมชนของคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน ซึ่งดำรงชีพอยู่ในพื้นที่ระหว่างรอยต่อของทั้งสองดินแดน ให้สามารถต้อนฝูงปศุสัตว์เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปมาระหว่างแหล่งทุ่งหญ้าในทั้งสองพื้นที่ได้โดยอิสระ
 

ในอนาคตอันใกล้ การแยกตัวของซูดานใต้อาจทำให้ประเด็นเรื่องความเป็นพลเมืองมีความซับซ้อนยุ่งยากยิ่งขึ้น เพราะในขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการจัดการดูแลพลเมืองซูดานใต้ที่พำนักอาศัยหรือมีภูมิลำเนาในซูดานเหนือ หรือพลเมืองซูดานเหนือที่อาศัยอยู่ในซูดานใต้
 

ชาวซูดานใต้หลายพันคนที่อาศัยอยู่ในเมืองต่าง ๆ ในเขตซูดานเหนือ ทั้งคนที่ย้ายไปทำงานและหลายคนที่เกิดและเติบโตในซูดานเหนือ ต่างพากันเก็บข้าวของไว้ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน เพื่อเตรียมอพยพโยกย้ายกลับลงมาในดินแดนซูดานใต้ เพราะกลัวว่าหากมีการแบ่งแยกประเทศแล้ว พวกตนจะถูกกดข่มหรือคุกคามจากชาวซูดานเหนือ
 

ประเด็นท้าทายที่สำคัญที่สุดก็คือ การพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของซูดานใต้ภายหลังการแยกตัวเป็นอิสระ อาจต้องประสบปัญหาและอุปสรรคไม่น้อย เพราะพื้นที่ซูดานใต้ส่วนใหญ่เป็นสมรภูมิสงครามกลางเมืองมาโดยตลอด ดังนั้น หากไม่มีการแทรกแซงหรือช่วยเหลือจากรัฐบาลซูดานเหนือเลย ชาวซูดานใต้ก็อาจต้องเริ่มต้นสร้างประเทศจากจุดย่ำแย่และขัดสนที่สุดในโลก
 

กระบวนการจัดการออกเสียงประชามติรับรองอธิปไตยของซูดานใต้ที่กำลังดำเนินไปในขณะนี้ ได้รับความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะกรณีตัวอย่างการจัดการความขัดแย้งด้วยการหันหน้าเข้ามาแสวงหาทางออกอย่างสันติร่วมกัน โดยอาศัยเครื่องมือการตัดสินทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอย่างการออกเสียงประชามติ
 

เส้นทางจากจุดเริ่มต้นความขัดแย้งจนมาถึงการออกเสียงประชามติของชาวซูดานใต้ในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การลุกขึ้นมาหยิบอาวุธเข้าต่อสู้ห้ำหั่นกันจะไม่เกิดขึ้นเลย หากทุกฝ่ายยอมรับและเคารพสิทธิในการตัดสินใจของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการคิดและตัดสินกำหนดชะตากรรมของตนเอง

คัดลอกจาก มติชนออนไลน์, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1295354348&grpid=no&catid=02

วันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:00:00 น. 




โดย ชาย ไชยชิต

ปัญหาทางการเมืองในระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ไม่ว่าจะเป็นการผูกขาดอำนาจทางการเมืองโดยพรรคการเมืองที่ยึดกุมเสียงข้างมาก การไม่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อเจตนารมณ์ประชาชนของผู้แทน แต่มุ่งตอบสนองต่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนหรือกลุ่มผู้หนุนหลังพรรคการเมือง นับเป็นปัญหาที่ปรากฏให้เห็นในประเทศประชาธิปไตยแทบทุกแห่ง
 

ฉะนั้น การที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะไม่มีความเชื่อถือไว้วางใจนักการเมือง ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา
 

ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจำนวนไม่น้อย เมื่อพบว่าระบบการเมืองแบบตัวแทนมีจุดบกพร่องในตัวเอง หนทางหนึ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขเยียวยา ก็คือ การสร้างกลไกการกำกับควบคุมกระบวนการใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองในนามเสียงข้างมากของประชาชนขึ้นในระบบการเมือง
 

กลไกดังกล่าวมีชื่อเรียกรวม ๆ ว่า “ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่” (modern direct democracy) ซึ่งประกอบด้วยกลไกการร่วมกันใช้อำนาจตัดสินใจทางการเมืองโดยตรงของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลากหลายรูปแบบ แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนหลักการที่ว่า ประชาชนต้องมีสิทธิเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายว่าจะเลือกนำพาสังคมการเมืองไปสู่ทิศทางใด
 

ในช่วงทศวรรษผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกได้นำกลไกการประชาธิปไตยทางตรงรูปแบบต่าง ๆ มาปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย กล่าวคือ  ในยุโรป นับแต่ปี ค.ศ. 1989 เป็นต้นมา การใช้สิทธิทางการเมืองของประชาชนผ่านกลไกต่าง ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
 

อีกทั้งยังมีการนำเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงในระดับเหนือรัฐชาติมาปฏิบัติเป็นครั้งแรก นั่นคือ การใช้สิทธิร่วมกันของพลเมืองในประเทศต่าง ๆ เพื่อผลักประเด็นการกำหนดมาตรการทางกฎหมายระหว่างประเทศเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของกลุ่มประเทศยุโรป (European Citizens’ Initiative)
 

ในละตินอเมริกา นับแต่ปี ค.ศ. 1990 กลไกการใช้สิทธิริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) รวมถึงการจัดการออกเสียงประชามติในประเด็นที่ฝ่ายรัฐเสนอ (plebiscite) ได้ถูกนำมาใช้ในเกือบจะทุกประเทศ
 

ในทำนองเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย ก็มีแนวโน้มที่จะนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงมาใช้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนพลเมืองมีสิทธิเข้าร่วมในกระบวนการตัดสินใจประเด็นทางการเมืองที่สำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีประเทศไทยที่เริ่มนำกลไกการออกเสียงประชามติที่รัฐเป็นผู้มีอำนาจกำหนดประเด็น (plebiscite) มาปฏิบัติเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2550
 

สถาบันวิจัยเกี่ยวกับประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่แห่งยุโรป (The Initiative and Referendum Institute Europe: IRI Europe) ชี้ว่า เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่รูปแบบต่าง ๆ อาทิ การใช้สิทธิร่วมกันของพลเมืองเพื่อเสนอร่างกฎหมายเพื่อลงประชามติ (initiative) และการออกเสียงประชามติ (referendum) ถูกนำมาใช้แพร่หลายในทุกภูมิภาคของโลก
 

ดังเห็นได้ว่า ปัจจุบันพลเมืองในประเทศต่าง ๆ มากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองกว้างขวางขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะแค่การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้แทนเท่านั้น แต่ยังเข้าไปร่วมในกระบวนการกำหนดประเด็นการตัดสินใจสาธารณะ และออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองในเรื่องสำคัญ ๆ อีกด้วย
 

อย่างไรก็ตาม เครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่เหล่านี้ กลับมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลตามหลักการตลอดจนเป้าหมายที่ตั้งไว้เสมอไป ยิ่งกว่านั้น ในบางกรณีการนำกลไกเหล่านี้มาใช้ ก็มิได้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งถ่วงดุลยับยั้งการผูกขาดการตัดสินใจของนักการเมือง และแก้ไขจุดบกพร่องของระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนแต่อย่างใด
 

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการประชาธิปไตยทางตรง จึงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น ไม่เพียงแต่ภายในแวดวงผู้เคลื่อนไหวผลักดันประเด็นทางการเมืองเท่านั้น หากยังขยายไปสู่แวดวงการบริหารงานภาครัฐ ภาควิชาการ สื่อมวลชน ตลอดจนภาคประชาสังคม
 

ความสนใจของผู้คนในแวดวงต่าง ๆ พุ่งเป้าไปที่คุณลักษณะสำคัญของประชาธิปไตยทางตรง ทั้งในแง่หลักการและรูปแบบวิธีปฏิบัติ รวมถึงการตั้งคำถามเกี่ยวกับศักยภาพและข้อจำกัดในการทำงานของกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ ทั้งจากแง่มุมทางกฎหมายและมุมมองของการนำมาปฏิบัติใช้จริง
 

จากกระแสการหันมาให้ความสนใจในกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ดังกล่าว หน่วยงานคลังสมอง สถาบันวิชาการ กลุ่มนักปฏิบัติการทางสังคม ตลอดจนองค์กรผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิพลเมืองจากทั่วโลก จึงได้ร่วมกันจัดตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือประชาธิปไตยทางตรงที่เหมาะสม และร่วมกันจัดเวทีประชุมระดับโลกขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยมีสถาบันไออาร์ไอ (Initiative and Referendum Institute: IRI) เป็นแกนหลักในการจัดงาน ร่วมกับองค์กรภาคีจากหลากหลายองค์กรทั่วโลก
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (Global Forum on Modern Direct Democracy) เป็นการรวบรวมนักวิชาการ นักปฏิบัติการทางสังคม รวมถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงจากทั่วทุกมุมของโลก เพื่อร่วมกันเดินสายไปจัดเวทีประชุมยังประเทศที่เป็นจุดเรียนรู้ประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทวีปต่าง ๆ
 

วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีประชุมระดับโลกดังกล่าว ได้แก่ การมุ่งสร้างเครือข่ายระดับโลกเพื่อเชื่อมโยงการศึกษาวิจัย และการพัฒนากระบวนการใช้สิทธิของพลเมืองตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ การเปิดประเด็นอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับขีดความสามารถและขีดจำกัดของกลไกประชาธิปไตยทางตรงในกระบวนการจัดตั้งสหภาพยุโรป รวมทั้งการนำเสนอแนวคิดและประเด็นทางวิชาการที่น่าสนใจสำหรับการต่อยอดศึกษาวิจัย
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง จัดขึ้นเป็นเป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 ณ เมืองอาเรา (Aarau) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการประชุมดังกล่าว มีการจัดเวทีประชุมย่อยในประเด็นหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ มีสาระสำคัญครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการศึกษาวิจัยและการพัฒนาประชาธิปไตยทางตรงในอเมริกาเหนือ ละตินอเมริกา และเอเชีย รวมไปถึงประเด็นความสำคัญของกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติในกระบวนการหลอมรวมกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป 
 

เวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครั้งที่ 2 จัดขึ้นในเดือนกันยายน ค.ศ. 2009 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยพลเมืองจาก 27 ประเทศทั่วโลก ประเด็นหัวข้อหลักของการประชุม คือ ความท้าทายในระดับโลกที่มีต่อความยั่งยืนของกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่
 

การประชุมครั้งนี้มีโจทย์หลักคือ ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่จะสามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจเกิดเสถียรภาพและมั่นคงมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร?     จุดเด่นของการประชุมที่กรุงโซลครั้งนี้ อยู่ที่การหยิบยกประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการออกเสียงตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญของประชาชนในเอเชีย ขึ้นมาร่วมกันวิเคราะห์แลกเปลี่ยนและเรียนรู้ในกระบวนการประชุมระดับโลกเป็นครั้งแรก
 

ข้อสรุปประการหนึ่งของการประชุมดังกล่าวชี้ว่า หลายประเทศในเอเชีย แม้จะมีการพยายามนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่มาใช้ในระดับท้องถิ่นแพร่หลายมากขึ้น แต่การพัฒนากลไกเชิงสถาบันเพื่อรองรับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในประเทศเหล่านั้น กลับอยู่ในระดับที่ยังไม่น่าพอใจนัก
 

เวทีประชุมดังกล่าว จึงเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียเปิดมุมมองเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์การพัฒนากลไกประชาธิปไตยทางตรงภายใต้บริบทของประเทศต่าง ๆ ในขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นโอกาสที่ผู้เชี่ยวชาญและผู้สนใจในประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ทั่วโลกจะได้รับรู้ถึงประสบการณ์ของประเทศในเอเชียอย่างลึกซึ้งรอบด้านมากขึ้น
 

ส่วนเวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงในปี ค.ศ. 2010 นั้น จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองซานฟรานซิสโก มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 400 คนจากทั่วทุกทวีป การประชุมใช้ระยะเวลา 5 วัน มีการอภิปรายและพิจารณาข้อเสนอเกี่ยวกับแนวทางการปฏิรูปประชาธิปไตยทางตรงในหัวข้อต่าง ๆ มากกว่า 200 เรื่อง


แนวคิดและหลักการต่าง ๆ ที่ได้รับการสนับสนุนและผลักดันจากผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ ถูกนำมารวบรวมและประมวลสรุป จากนั้นจึงนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งจากตัวแทนของผู้เข้าร่วมประชุม เพื่อหาข้อสรุปและนำเสนอในฐานะฉันทามติของเวทีประชุม
 

การประชุมในครั้งนี้เห็นพ้องกันในหลักการเชิงคุณค่า 3 ประการที่ควรนำมาปรับใช้กับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทุกแห่ง ได้แก่ ประการแรก การดำเนินการอย่างโปร่งใสในทุกขั้นตอน (Transparency) ประการที่สอง การมีช่องทางสำหรับใช้สิทธิอย่างเปิดกว้าง (Open access) และการเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ (Deliberation)
 

หลักการดังกล่าวปรากฏใน “คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง” (San Francisco Declaration on Modern Direct Democracy) ซึ่งเผยแพร่ต่อสาธารณชน เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2010 ดังนี้


"คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง"
  
ประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ นับเป็นหนึ่งในหนทางที่ทำให้ประชาชนเข้าไปร่วมกันใช้อำนาจตัดสินใจในการปกครองแบบตัวแทนทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการปกครองระดับท้องถิ่น ระดับมลรัฐ ระดับชาติ และระดับข้ามรัฐ กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่จะทำงานได้ดีที่สุดในที่ซึ่งเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนได้รับการปกป้องคุ้มครอง ในการพัฒนาประชาธิปไตยทางตรงให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น พวกเราทุกฝ่ายจึงต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง โดยการเชื่อมสะพานข้ามพรมแดนแบ่งแยกความเป็นชาติ อุดมการณ์ และขั้วพรรคการเมือง
 

การมารวมตัวกันที่นครซานฟรานซิสโกในครั้งนี้ ด้วยตระหนักว่า เราควรหันมาให้ความสนใจในกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายเพื่อนำไปสู่การออกเสียงประชามติในแคลิฟอร์เนียอย่างลึกซึ้ง เพื่อร่วมกันขบคิดและนำเสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการดังกล่าวให้ดียิ่งขึ้น เพราะชื่อเสียงในแง่ลบของกลไกประชาธิปไตยทางตรงในแคลิฟอร์เนียที่ผ่านมานั้น ส่งผลให้ภาพการรับรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยทางตรงในที่ต่าง ๆ ทั่วโลกต้องได้รับผลกระทบในทางลบอย่างไม่เป็นธรรมไปด้วย
 

พวกเราในที่นี้เห็นพ้องกันว่า มีหลักการในเชิงคุณค่า 3 ประการที่ควรนำมาปรับใช้กับกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงไม่ว่าในประเทศใด นั่นคือ (1) การนำกลไกประชาธิปไตยทางตรงมาปฏิบัติ จักต้องเป็นกระบวนการที่โปร่งใส (2) ต้องมีช่องทางสำหรับใช้สิทธิอย่างเปิดกว้าง และ (3) ต้องเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ
 

1. ความโปร่งใส: ในทุกขั้นตอนของการดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยทางตรง และในทุกมิติของกระบวนการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติ พลเมืองทั้งมวลมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเงินสนับสนุน และบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังมาตรการหรือประเด็นที่มีการผลักดันให้นำมาออกเสียงประชามติให้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวเสนอประเด็นกฎหมาย หรือผู้ออกเสียงประชามติได้รับการปกป้องจากการถูกบีบบังคับและข่มขู่กดดันให้ต้องร่วมลงชื่อหรือออกเสียงสนับสนุนประเด็นที่มีการลงประชามติ
 

2. การเปิดกว้าง: การกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับช่องทางการเข้าสู่กระบวนการใช้สิทธิประชาธิปไตยทางตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักเกณฑ์เงื่อนไขเกี่ยวกับลักษณะของประเด็นต่างๆ ที่จะสามารถผลักดันเข้าสู่กระบวนการออกเสียงประชามตินั้น ควรจะเป็นประเด็นหรือมาตรการที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในวงกว้าง หรือมีฐานสนับสนุนจากประชาชน เงื่อนไขที่ตัดสินว่าประเด็นใดหรือมาตรการใดจะได้ผ่านเข้าสู่การจัดการออกเสียงประชามติหรือไม่นั้น ไม่ควรขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องเงินที่ใช้ในการรณรงค์ทางการเมือง ไม่ควรอยู่ภายใต้การกำกับแทรกแซงและใช้ดุลพินิจในการอนุมัติของเจ้าหน้าที่รัฐ พรรคการเมือง หรือกลุ่มผลประโยชน์ใด ๆ อีกทั้งควรมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อรองรับกับการขยายช่องทางการเข้าสู่การกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงให้เปิดกว้างและโปร่งใส
 

3. การไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ: กระบวนการเปิดให้มีการอภิปรายโต้แย้งเพื่อให้ทุกฝ่ายได้ไตร่ตรองก่อนออกเสียงตัดสินใจ ต้องเป็นกระบวนการที่พลเมืองเป็นฝ่ายผลักดันและดำเนินการด้วยตัวเอง อีกทั้งยังต้องเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงในทุกกรณี พวกเราเชื่อว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการปรึกษาหารือไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ ก็คือ ความสามารถในการรับฟังทรรศนะและมุมมองอันแตกต่างหลากหลายของทุกฝ่าย โดยผู้ออกเสียงต้องมีระยะเวลาสำหรับไตร่ตรองพิจารณารายละเอียดมาตรการหรือทางเลือกต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ทั้งนี้เราไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าการกำหนดกรอบระยะเวลามากน้อยเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการดำเนินกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงที่เหมาะสม สิ่งที่พวกเราให้ความสนใจเป็นอย่างมากก็คือ การที่ระบบประชาธิปไตยทางตรงในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานั้น มักจะประสบความล้มเหลวในการวางกรอบระยะเวลาให้เหมาะสมเพียงพอสำหรับกระบวนการปรึกษาหารือไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ รวมไปถึงความล้มเหลวในการสร้างช่องทางเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยทางตรงอย่างเปิดกว้าง
 

พวกเราได้อภิปรายแลกเปลี่ยนแนวคิดในเรื่องต่าง ๆ จำนวนมาก ซึ่งครอบคลุมความคิดเห็นที่กว้างขวางหลากหลาย แม้เราจะไม่อาจกล่าวถึงแนวคิดและข้อเสนอทั้งหมดเหล่านั้นในคำประกาศนี้ได้ แต่ก็ได้มีการรวบรวมแนวคิดเหล่านั้นนำเสนอเผยแพร่ในเว็บไซต์ www.2010globalforum.com
 

พวกเรามองว่า ถ้อยแถลงที่ปรากฏใน "คำประกาศแห่งเมืองซานฟรานซิสโก ว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรง" ฉบับนี้ ถือเป็นร่างข้อกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์การปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับการริเริ่มเสนอร่างกฎหมายและการออกเสียงประชามติที่สามารถปรับใช้ได้ทั่วโลกเป็นฉบับแรก พวกจึงเรายินดีน้อมรับคำแนะนำ ข้อท้วงติง ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่จะมาจากทั่วทุกมุมของโลก


สำหรับการประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครั้งต่อไปในปี ค.ศ. 2012 จะจัดขึ้นที่เมืองมอนเตวิเดโอ (Montevideo) ประเทศอุรุกวัย
 

ผู้ที่สนใจรายละเอียดและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดเวทีประชุมระดับโลกว่าด้วยประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ สามารถดูได้ในเว็บไซต์ http://2010globalforum.com/ เว็บไซต์สถาบันไออาร์ไอยุโรป http://www.iri-europe.org/ และเว็บไซต์สถาบันไออาร์ไอเอเชีย http://www.iri-asia.net/

 

(คัดลอกจาก มติชนออนไลน์, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1284370353&grpid=no)

โครการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ได้มีการรณรงค์ให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมลงชื่อผลักดน "ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย" ในหน้าเว็บไซต์ iLaw  โดยระบุหลักการและเหตุผลโดยสังเขปดังนี้

"ปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่รัฐมากเป็นพิเศษอยู่ 3 ฉบับ คือ

1. พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457

2. พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

3. พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551

จากการศึกษาตัวบทกฎหมาย สภาพปัญหาในทางปฏิบัติ การพบปะพูดคุยกับเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน การรวบรวมความคิดเห็นจากเวทีต่างๆ การจัดงานเสวนา "อำนาจประชาชนพิชิตอำนาจรัฐ" และ "นิติรัฐแบบไทยๆ เมื่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพถูกคุกคาม" พบข้อสรุปที่ตรงกัน ดังนี้
1. กฎหมายทั้งสามฉบับมีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
2. กฎหมายทั้งสามฉบับตั้งอยู่บนฐานความคิดที่ไม่ยอมรับเรื่องความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่สอดคล้องกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
3. กฎหมายทั้งสามฉบับมีปัญหาทั้งในแง่ที่มา เนื้อหา ถ้อยคำในกฎหมาย องค์กรที่ใช้อำนาจ องค์กรที่ได้รับอำนาจ และอำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่เพิ่มขึ้น
4. กฎหมายทั้งสามฉบับมีส่วนช่วยรักษาฐานอำนาจขององค์กรทางทหารให้ยังมีบทบาทในทางการเมือง
5. กฎหมายทั้งสามฉบับเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ผู้มีอำนาจหยิบมาใช้เพื่อรักษาอำนาจของตัวเองปราบปรามฝ่ายตรงข้าม
6. การประกาศใช้กฎหมายทั้งสามฉบับก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางร้ายแรง อยุติธรรม โดยเฉพาะในสงครามยาเสพย์ติด และในสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
7. การประกาศใช้กฎหมายทั้งสามฉบับในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สี่อำเภอในจังหวัดสงขลา และในสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองมีส่วนทำให้สถานการณ์ของปัญหารุนแรงยิ่งขึ้น
8. การประกาศใช้กฎหมายทั้งสามฉบับ ไม่เคยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้เลย
โครการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ilaw) จึงเสนอให้ดำเนินการยกเลิกกฎหมายทั้งสามฉบับดังกล่าว ด้วยวิธีการออกพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งมายกเลิก ชื่อว่า "พระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พ.ศ........" โดยอาศัยช่องทางการเสนอกฎหมายโดยประชาชนเข้าชื่อกันให้ครบ 10,000 ชื่อ
ดังนั้น จึงขอเชิญชวนผู้ที่เห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว ร่วมลงชื่อเป็นหนึ่งใน 10,000 รายชื่อ เพื่อดำเนินการผลักดันพระราชบัญญัติยกเลิกกฎหมายด้านความมั่นคงที่ขัดต่อสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย พ.ศ........ ร่วมกัน ต่อไป"
ผู้ที่สนใจร่วมใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติต่อไป โปรดเข้าไปที่ http://ilaw.or.th/StopSSA