ชวนคุยเรื่องบ้าน ๆ (1)

posted on 12 Oct 2009 00:23 by directdemocracy

 

วันนี้ขอพักเรื่องประชาธิปไตยทางตรงในเอเธนส์โบราณไว้ก่อน เพราะอยากจะชวนคุณผู้อ่านคุยเรื่องการเมืองไทยในปัจจุบันที่ดูจะเป็นเรื่องใกล้ตัวเราทุกคน แม้จะสนใจมันหรือไม่ก็ตาม ผมขอเรียกมันว่าเรื่องบ้าน ๆ นะครับ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป

ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงจุดยืนของตัวเองเสียก่อนครับว่าผมไม่สังกัดทั้งค่ายสีแดง หรือสีเหลือง แต่ถ้าจะถามว่าเห็นด้วยกับฝ่ายไหนในท่ามกลางความขัดแย้งในบ้านเมืองเวลานี้ ก็ต้องว่ากันเป็นเรื่อง ๆ ไปครับ

เรื่องที่ผมจะชวนคุณผู้อ่านขบคิดแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ ก็คือเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นประเด็นโต้แย้งถกเถียงในสังคมการเมืองไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งรัฐบาลจากการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้มาจนถึงวันนี้

ฝ่ายที่สนับสนุนผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะอยู่ในขั้วใดทางการเมือง ต่างมีข้อโต้แย้งร่วมกันที่มองว่าปัญหาทางการเมืองปัจจุบันส่วนหนึ่งมีต้นเหตุมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าเป็นดอกผลที่เกิดจากการรัฐประหารบ้าง เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญถอยหลังเข้าคลอง ไม่เป็นธรรมต่อนักการเมือง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าปัญหาเรื่องบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ดีหรือไม่ดีตรงไหนอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ปัญหาที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำอย่างไรจะให้ทุกฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างหรือขัดแย้งกันสามารถคุยกันได้ หรือยอมรับแนวทางในการหาข้อยุติร่วมกันได้

สิ่งที่ผมคิดอยู่อยู่ในใจขณะนี้คือ การอาศัยกลไก "ประชาธิปไตยทางตรง" มาเป็นทางออกให้กับบ้านเมืองครับ--จริง ๆ ครับ ไม่ได้พูดเล่น

กลไกประชาธิปไตยทางตรงที่ว่านี้ ก็คือ "การออกเสียงประชามติ" (referendum) แต่เป็นคนละอันกับการออกเสียงประมติที่คนไทยรู้จักกันเมื่อครั้งที่มีการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นะครับ เพราะอันนั้นไม่จัดว่าการออกเสียงประชามติตามหลักประชาธิปไตยที่สากลเค้ายอมรับกัน

ในแวดวงวิชาการสากลจัดให้การลงประชามติครั้งนั้นของไทยเป็น plebiscite ครับ ไม่ใช่ referndum คำอธิบายง่าย ๆ คือ การจัดให้มีการออกเสียงประชามติครั้งนั้น โดยสาระสำคัญแล้วเป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนออกเสียงรับรองความชอบธรรมของระบอบการเมืองที่ถูกออกแบบสร้างขึ้นใหม่ โดยการอำนวยการของรัฐบาลพลเรือนที่หนุนโดยอำนาจคณะทหาร

โดยหลักการแล้ว การลงประชามติรัฐธรมนูญครั้งนั้นไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะการตัดสินใจให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ไม่ได้มาจากความเห็นชอบของประชาชนในฐานะ "ปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย" หรืออย่างน้อยที่สุดการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนั้นก็มิได้เกิดจากการตัดสินใจขององค์กรนิติบัญญัติ หรือก็คือรัฐสภา ในฐานะผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของชาติในนามปวงชน

หากแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มีที่มาจากการตัดสินใจใช้อำนาจล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2540 โดยคณะรัฐประหาร แล้วเขียนรัฐธรรมนูญฉบับปี 2549 เพื่อให้กำหนดให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ดังนั้น แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะมีบทบัญญัติที่ดีเลิศเพียงใด ก็ยังขาดฐานความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตยอยู่ดี

การกำหนดให้มีการจัดการลงคะแนนเสียงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสร้างฐานความชอบธรรมให้แก่รัฐธรรมนูญที่มีจุดกำเนิดจากการตัดสินใจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่แรก โดยเปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศในฐานะปวงชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นผู้ตัดสินใจด้วยตัวเองโดยตรงว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นใหม่นั้น

หากพิจารณาอย่างผิวเผิน ก็ดูเหมือนว่าการลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย เพราะเป็นการเปิดให้ประชาชนได้ออกเสียงตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองด้วยตนเอง ผ่านการออกเสียงประชามติตัดสินว่า จะยอมอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาทางการเมืองการปกครองที่ออกแบบใหม่นี้หรือไม่

แต่กระนั้น หากพิจารณาสาระสำคัญของเงื่อนไขหลักเกณฑ์การจัดการออกเสียงประชามติครั้งนั้นแล้ว กลับพบว่ามีลักษณะที่ไม่เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เนื่องจากเป็นการออกเสียงตัดสินใจโดยไม่มีทางเลือกอื่นให้ประชาชนได้พิจารณาเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจว่าจะยอมให้บ้านเมืองเดินไปทางไหน (non-competitive vote) นั่นคือ หากไม่เอารัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่รู้ว่าทางเลือกที่เหลือคืออะไร เพราะไม่รู้ว่า คมช. กับรัฐบาลจะเลือกหยิบเอารัฐธรรมนูญเก่าฉบับไหนมาปรับแก้เพื่อประกาศใช้ แล้วจะปรับแก้อย่างไร?

สรุปคือ การลงประชามติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เพราะเป็นการตัดสินใจออกเสียงที่มีทางเลือกให้พิจารณาเพียงทางเลือกเดียวคือ ตัวร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ทางเลือกในการตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติจึง ได้แก่ (1) รัฐธรรมนูญ 2550 และ (2) รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่รู้ และจะถูกปรับแก้อย่างไรก็ไม่รู้ ดังนั้น ทางเลือกที่ (2) จึงไม่ถือเป็น "ทางเลือกการตัดสินใจ"

ดังนั้น หากกล่าวอย่างถึงที่สุด การลงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 โดยสารัตถะแล้วก็เป็นเพียงการตัดสินใจว่าจะเห็นชอบให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่เท่านั้น ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับ ก. หรือรัฐธรรมนูญฉบับ ข. ซึ่งกรณีหลังนี้ จึงจะถือได้ว่าเป็นการออกเสียงประชามติตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ เพราะเป็นการแข่งขันระหว่างทางเลือกสองทาง เพื่อให้ประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยร่วมกันตัดสินใจเอาเองว่า แต่ละคนมีเจตจำนงความต้องการที่จะให้บ้านเมืองเดินไปสู่ทิศทางไหน เป็นการตัดสินใจบนพื้นฐานของการพิจารณาข้อโต้แย้งถกเถียง และการเปรียบเทียบเหตุผลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือกอย่างถี่ถ้วนแล้ว

เมื่อทางเลือกของประชาชนในการลงประชามติมีแค่ (1) รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 กับ (2) รัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ไม่รู้ และจะถกปรับแก้อย่างไรก็ไม่รู้ จึงทำให้การลงประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 เป็นเหมือน "การตัดสินใจที่ไม่มีทางเลือกอื่นให้พิจารณาไตร่ตรองเปรียบเทียบ" ประชาชนจึงต้องตัดสินใจโดยปราศจากการแข่งขันระหว่างทางเลือกต่าง ๆ ที่มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน

เมื่อไม่มีทางเลือกให้แข่งขันกัน ก็ทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นจุดยืนและเหตุผลแตกต่างกัน ไม่มีโอกาสนำเสนอข้อโต้แย้งถกเถียง แลกเปลี่ยนทรรศนะเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียของแต่ละทางเลือก หรือแม้กระทั่งโน้มน้าวซึ่งกันและกันให้เห็นด้วยหรือยอมรับในทางเลือกที่ตนเห็นว่าดีที่สุด

ผลก็คือ การรณรงค์ในช่วงก่อนจัดการลงประชามติครั้งนั้น จึงมีเพียงเสียงของรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร ที่ออกมาผลักดันโน้มน้าวชักจูงสาธารณชนให้เห็นถึงผลดีของการออกเสียงประชามติรับรองรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญและต่อต้านการรัฐประหาร ก็เคลื่อนไหวรณรงค์ "ล้มรัฐธรรมนูญ" โดยการออกเสียงไม่รับรองรัฐธรรมนูญ 2550

นัยทางการเมืองของการออกเสียงเลือกว่าจะ "รับ" หรือ "ไม่รับ" ร่างรัฐธรรมนู 2550 นั้น ก็คือ การออกเสียงประชามติเป็นเพียงการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกว่าจะให้การรับรอง "ระบอบการเมืองภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นใหม่" หรือไม่

และด้วยเหตุที่ "ระบอบการเมืองภายใต้กติกาที่สร้างขึ้นใหม่" นั้น (รัฐธรรมนูญ 2550) ถูกสร้างขึ้นโดยสภาร่างรัฐธรรมนูที่เกิดขึ้นจากกติกาทางการมืองที่กำหนดโดยคณะรัฐประหาร (รัฐธรรมนูญ 2549) นั่นย่อมส่งผลให้การลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มีฐานะเป็นเพียงการ "ออกเสียงรับรอง" ความชอบธรรมของระบอบการเมืองที่ผู้ปกครองกำหนดขึ้นแล้วเสนอให้ประชาชนพิจารณา หรือที่เรียกกันว่า plebiscite ไม่ใช่ referndum (จะอธิบายอย่างละเอียดอีกทีนะครับ)

ในแง่นี้ การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 จึงเปรียบเสมือนกลไกหรือเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับระบอบการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดที่กำหนดกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันของสังคมการเมืองไทยในเวลานี้

เมื่อ "การลงประชามติ" เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่ใช่กระบวนการตัดสินใจทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ (referundum) แต่เป็นเพียงการเปิดให้ประชาชนออกเสียงรับรองความชอบธรรมของระบอบการปกครองใหม่ที่ผู้ปกครองเสนอ ย่อมส่งผลให้รัฐธรรมนูญ 2550 ขาดความชอบธรรมตามหลักประชาธิปไตย แม้จะมีฐานความชอบธรรมแบบอื่นรองรับหรืออ้างได้ว่ามีความชอบธรรม

แน่นอนครับ ที่ร่ายมายืดยาวนี้ก็เพื่อแสดงจุดยืนว่าผมเห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ครับ แต่เหตุผลของการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในความเห็นของผมนั้น เป็นคนละชุดหรือคนละเรื่องกับเหตุผลข้อโต้แย้งของฝ่ายการเมืองที่พยายามนำเสนอกันอยู่ในเวลานี้นะครับ

ผมไม่ได้จะบอกว่า เราต้องแก้รัฐธรรมนูญ 2550 เพราะมันดีหรือไม่ดีตรงไหนอย่างไร แต่กำลังจะบอกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นทางออกหนึ่งในการนำพาบ้านเมืองออกจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งในเวลานี้ครับ--พูดจริง ๆ นะครับ คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งหัวเราะนะครับ

ผมคิดว่าหากเรา--สังคมการเมืองไทย--น่าจะเดินมาถูกทางแล้ว หากเลือกที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ปัญหาที่ต้องขบคิดร่วมกัน ไม่ใช่เรื่องที่ว่าจะแก้ไข 6 ประเด็น หรือกี่ประเด็น ดังเช่นที่ฝ่ายการเมืองกำลังถกเถียงกันอยู่ในเวลานี้

แต่ปัญหาสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ดี จะทำอย่างไรให้ดีได้อย่างไร? ถ้ารัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรม จะทำอย่างไรให้มีความชอบธรรม? การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมีวิธีการอย่างไรที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้?

คำตอบของผมคือ การอาศัยกลไกประชาธิปไตยทางตรงสมัยใหม่ครับ นั่นก็คือ "การออกเสียงประชามติประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ" (constitutional referndum) ซึ่งเป็นกลไกการตัดสินใจทางการเมืองบนหลักการเดียวกับที่ชาวเอเธนส์ปฏิบัติกันในการออกเสียงในที่ประชุมสภาประชาชนเมื่อกว่าสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อนนั่นแหละครับ

จะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร? แล้วการออกเสียงประชามติที่ว่าจะเป็นทางออกของวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองของไทยได้อย่างไร? ไว้คุยกันต่อครั้งหน้านะครับ

วิถีชีวิตหมุนรอบนคร

posted on 06 Oct 2009 11:39 by directdemocracy

 

ปัจจัยเรื่องขนาดพื้นที่และจำนวนประชากร รวมถึงบริบทความสลับซับซ้อนทางสังคม นับเป็นประเด็นหลักที่นักวิชาการจำนวนหนึ่งหยิบยกมาเป็นเหตุผลอธิบายถึงความแตกต่างระหว่าง “ประชาธิปไตยทางตรงแบบโบราณ” กับ “ประชาธิปไตยแบบตัวแทนในยุคสมัยใหม่”

 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คำอธิบายในทำนองที่ว่า ประชาธิปไตยทางตรงแบบโบราณเป็นไปได้ในทางปฏิบัติก็เพราะนครรัฐกรีกโบราณอย่างเอเธนส์นั้น มีขนาดพื้นที่และจำนวนประชากรไม่มากนัก ในขณะที่บริบทสังคมสมัยใหม่รัฐมีขนาดพื้นที่ใหญ่โตกว่ามากมาย มีจำนวนประชากรมากกว่า และสภาพสังคมสลับซับซ้อนกว่า จึงส่งผลให้ประชาธิปไตยในสังคมสมัยใหม่จำเป็นต้องใช้ระบบตัวแทน

 

แต่ในทรรศนะของนักวิชาการผู้ศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองเอเธนส์โบราณบางท่านกลับเห็นว่า แม้ปัจจัยด้านขนาดพื้นที่ซึ่งเป็นนครรัฐขนาดเล็ก จะช่วยให้การมาร่วมพบปะในการประชุมหารือเพื่อตัดสินใจทางการเมืองของพลเมืองเอเธนส์ในสภาประชาชน (People’s Assembly) เป็นไปได้ และทำให้ชาวเอเธนส์ไม่จำเป็นต้องคิดถึงการมีระบบตัวแทนทางการเมือง (political representation) แต่กระนั้นสังคมเอเธนส์ก็มิใช่สังคมที่พลเมืองเข้ามาพบปะพูดคุยเห็นหน้าค่าตากันทั่วถึงทุกคน (face-to-face society) อย่างที่หลายคนเข้าใจ

 

เพราะถึงแม้คนเรือนหมื่นจะเข้ามารวมตัวกันในสภาประชาชนได้จริง แต่ที่ประชุมที่มีสมาชิกนับหมื่นคนก็มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถพูดคุยถกเถียงระหว่างกันได้รู้เรื่องและทั่วถึงทุกคน ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้เอเธนส์มีลักษณะเป็นชุมชนทางการเมืองที่พลเมืองสามารถเข้าร่วมในกระบวนการปกครองตนเองได้ ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ในจำนวนพลเมืองที่มีสิทธิทางการเมืองในเอเธนส์ทั้งหมดราว 30,000 คนนั้น มีคนเพียงราว 6,000 คนเท่านั้นที่เข้าไปทำหน้าที่ใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองในสภาประชาชนและศาลประชาชน ดังนั้น การตัดสินใจในการบริหารกิจการบ้านเมืองแต่ละเรื่องมิได้เกิดจากการอภิปรายโต้แย้งถกเถียงและลงมติของพลเมืองทั้ง 30,000 คนในเอเธนส์แต่อย่างใด 

 

สำหรับปัจจัยที่ช่วยให้การดึงผู้คนเข้ามาร่วมมีบทบาทในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครองโดยตรงภายในสภาประชาชนและในศาลประชาชนเป็นไปได้นั้น อาจสรุปได้ว่าเป็นผลมาจากปัจจัยสำคัญใน 3 ประการ กล่าวคือ

 

ประการแรก บรรดาพลเมืองเอเธนส์ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านแถบชนบทรอบนอกเขตนคร มักจะเป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตประจำวันคุ้นเคยกับการเดินทางไกลเข้าสู่ตัวนคร ไม่ว่าจะเป็นการเดินเท้าหรืออาศัยลาเป็นพาหนะ เพราะพวกเขาต้องนำสินค้าผลผลิตการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ ไวน์ และโอลีฟ เป็นต้น มาขายในตลาดกลางของนคร และซื้อหาข้าวปลาอาหารสำหรับครอบครัวในแต่ละวันกลับไป คนกลุ่มนี้โดยส่วนใหญ่มาจากแถบ Attica และมีฐานะค่อนข้างยากจน และด้วยเหตุที่ต้องเดินทางเข้ามาทำมาหากินในตัวนครเป็นวิถีชีวิตปกติ คนเหล่านี้จึงเป็นพวกที่มีความกระตือรือร้นสนใจในเรื่องราวความเป็นไปในแต่ละวันที่เกิดขึ้น และมีบทบาทแข็งขันในกิจกรรมทางการเมืองของนคร  

 

ประการที่สอง พลเมืองเอเธนส์จำนวนไม่น้อยกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง เช่น การเข้าร่วมประชุมในสภาประชาชน เป็นต้น ก็เพราะผู้เข้าร่วมจะได้รับเงินค่าตอบแทนชดเชยเวลาการทำงานหารายได้ที่เสียไป หรือเรียกง่าย ๆ ว่า “เบี้ยประชุม” นั่นเอง ซึ่งการได้รับเงินค่าตอบแทนการร่วมทำกิจกรรมสาธารณะดังกล่าว ถือเป็นสิทธิของพลเมืองทุกคน ดังนั้น การได้รับเงินค่าตอบแทนการเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองจึงมีส่วนสำคัญต่อการดึงผู้คนจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ยากจนให้สมัครใจเข้ามาร่วมในกระบวนการทางการเมืองการปกครอง

 

ประการที่สาม เนื่องจากตัวนครเป็นศูนย์กลางของวิถีชีวิตทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวเอเธนส์ จึงส่งผลให้ผู้คนจากทุกพื้นที่ต้องมารวมตัวกันภายในตัวเมืองเป็นวิถีปกติ ดังจะเห็นได้ว่า บรรดางานเทศกาล ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนา มหกรรมดนตรีและการแข่งขันกีฬา ตลอดจนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นในเขตเมือง การต้องมาร่วมกิจกรรมทางสังคมและวัฒนธรรมในสถานที่เดียวกันเป็นประจำ จึงมีส่วนช่วยให้การระดมผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองการปกครองโดยตรงเป็นไปได้ง่าย

 

สรุปคือ นอกเหนือจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และประชากรแล้ว ปัจจัยด้านบริบทสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยังมีส่วนสำคัญต่อการทำความเข้าใจเงื่อนไขการดำรงอยู่ของระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีที่แล้วอีกด้วย คำถามก็คือ ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ ชาวเอเธนส์สร้างสถาบันทางการเมืองการปกครองของตนเองขึ้นมาอย่างไร? 

ไม่เสมอภาคแต่เท่าเทียม

posted on 01 Oct 2009 18:53 by directdemocracy

 

 

สำหรับประเด็นเรื่องการมีทาสในสังคมเอเธนส์ ซึ่งขัดกับหลักความเสมอภาคตามหลักการประชาธิปไตยในความเข้าใจของคนสมัยใหม่นั้น ได้มีนักวิชาการโต้แย้งว่า คำกล่าวที่ว่าอารยธรรมของชาวเอเธนส์เจริญรุ่งเรืองขึ้นบนฐานของแรงงานทาส ซึ่งช่วยให้พลเมืองเอเธนส์เป็นอิสระเสรีจากภาระการทำมาหากินเพื่อความอยู่รอดในชีวิตประจำวัน และสามารถเข้าไปร่วมกันทำกิจกรรมทางการเมืองและวัฒนธรรมได้สบายนั้น อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงเสียทั้งหมด เพราะต้องไม่ลืมว่าพลเมืองกว่าครึ่งของเอเธนส์นั้น อยู่ในกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำที่สุด และคนกลุ่มนี้โดยส่วนมากเป็นแรงงานรับจ้างและคนงานในสถานประกอบการ ดังนั้น การมีแรงงานทาสอยู่ในระบบเศรษฐกิจเอเธนส์ จึงไม่ได้มีผลช่วยให้พลเมืองกลุ่มนี้หลุดพ้นจากข้อจำกัดความจำเป็นในการหาเลี้ยงชีพได้เลย

 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว อาจสรุปได้ว่าแท้จริงแล้วแรงงานทาสไม่ใช่สิ่งที่เป็นพื้นฐานสำหรับวิถีการดำรงชีวิตของชาวเอเธนส์ หากแต่เป็นเพียงปัจจัยสำคัญในทางเศรษฐกิจของเอเธนส์เท่านั้น นั่นคือ แรงงานทาสช่วยให้ชาวเอเธนส์สามารถผลิตสินค้าปริมาณมากได้ด้วยต้นทุนต่ำ และมีแรงงานสำหรับงานที่หนักและยากลำบากซึ่งเสรีชนคนทั่วไปเลือกที่จะไม่ทำ เช่น งานขุดเหมืองแร่ งานก่อสร้าง เป็นต้น ทาสในเอเธนส์จึงอาจไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้ระบอบการปกครองตนเองของพลเมืองเอเธนส์เป็นไปได้ดังที่มีการตั้งข้อสังเกตไว้           

ส่วนประเด็นเรื่องความเสมอภาคทางสังคมนั้น ทาสในสังคมเอเธนส์ก็ถือได้ว่ามิได้ต่ำต้อยด้อยค่าหรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าคนในสถานะอื่น ๆ แต่ประการใด ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ในการประกอบอาชีพประจำวันของผู้คนในเอเธนส์นั้น ทั้งทาส พลเมือง และคนต่างด้าวต่างทำงานเคียงข้างกันไปโดยไม่มีการแบ่งแยกกีดกั้น ในบางกรณีทาสที่มีทักษะฝีมือก้าวหน้ากว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นซึ่งมีสถานะเป็นพลเมือง ยังอาจได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคนงาน (foreman) ในสถานที่ทำงานนั้น ยิ่งกว่านั้น ทาสที่อยู่ใต้สังกัดนคร (state-owned slave) ยังอาจได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ช่วยเหลืองานเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เช่น งานเสมียนในฝ่ายต่าง ๆ หรือติดตามเจ้าหน้าที่ออกตรวจตราความเที่ยงตรงของเครื่องชั่งตวงวัดของพ่อค้าแม่ค้าในตลาด เป็นต้น

สภาพดังกล่าวจึงชี้ให้เห็นว่า ในพื้นที่ทางเศรษฐกิจนั้น กลุ่มคนต่างด้าวและทาส ถือเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเอเธนส์ มีบทบาทไม่ต่างจากประชาชนพลเมืองของนครรัฐ เฉพาะแต่ในพื้นที่ทางการเมืองเท่านั้นที่คนแต่ละกลุ่มถูกแบ่งแยกจากกันตามสถานภาพทางกฎหมาย นอกจากนี้ หากพิจารณาในมิติทางสังคม จะพบว่าบุคคลผู้มีสถานะทาสในเอเธนส์ ต่างมีสภาพวิถีความเป็นอยู่และคุณภาพในการดำรงชีวิตไม่ได้เลวร้ายไปกว่าคนทั่วไป ยกเว้นพวกทาสที่ทำงานหนักและยากลำบากในเหมืองแร่ซึ่งมีสัดส่วน 1 ใน 5 ของทาสทั้งหมด ดังนั้น หากไม่นับเรื่องสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางเศรษฐกิจ เช่น การประกอบอาชีพโดยอิสระแล้ว ทาสในเอเธนส์โดยทั่วไปมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในหลายประการไม่ต่างจากเสรีชน

ทาสในเอเธนส์จึงมิใช่มนุษย์ที่เป็นเพียงทรัพย์สินซึ่งผู้เป็นนายจะกระทำอย่างไรได้ตามอำเภอใจ เพราะทาสในเอเธนส์ทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครองสิทธิโดยกฎหมายห้ามการทำร้ายทารุณทาส ยิ่งกว่านั้น ทาสที่ทำงานรับใช้ในครัวเรือน ยังมักจะได้รับความนับถือและความเมตตาจากเจ้าของบ้าน ส่วนทาสที่ทำงานในสถานประกอบการผลิตสินค้าหัตถอุตสาหกรรม ก็มีสิทธิในการริเริ่มสร้างสรรค์และถือครองสิทธิความเป็นเจ้าของผลงานการออกแบบที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองได้ไม่ต่างจากคนทั่วไป

ทาสในสถานประกอบการบางคนที่ฝีมือดีก็ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้น และถึงขั้นเก็บหอมรอมริบจนไถ่ถอนตัวเองให้เป็นอิสรชนได้ สำหรับทาสอีกจำนวนมากที่เป็นสมบัติของรัฐ ก็มีเสรีภาพในการเลือกสถานที่อยู่อาศัยในนคร มีวิถีการดำรงชีวิตอิสระเสรีตามความพอใจ ในแต่ละวันก็เพียงทำงานในความรับผิดชอบและรายงานผลการทำงานของตนต่อผู้ที่มอบหมายงาน อีกทั้งทาสเหล่านี้ยังได้รับค่าตอบแทนแรงงาน รวมถึงสามารถเก็บเงินไถ่ถอนตัวเองจากการเป็นทาสได้เช่นกัน  

จากสภาพทางสังคมดังกล่าว นักวิชาการบางท่านจึงสรุปว่า แม้ทาสในเอเธนส์จะไม่มีสิทธิเสรีภาพในทางการเมือง แต่ในแง่ของวิถีการดำรงชีพแล้ว ทาสในเอเธนส์มีชีวิตที่มั่นคง มีสภาพการทำงานที่ดี สามารถมีความสุขและความพึงพอใจในชีวิตได้ไม่น้อยไปกว่าเสรีชน สภาพการมีวิถีชีวิตทางสังคมร่วมกันระหว่างพลเมือง คนต่างด้าว และเหล่าทาสในเอเธนส์โดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมในลักษณะนี้ จึงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของ “ความเสมอภาคทางสังคม” (social equality) ในระบอบประชาธิปไตยเอเธนส์ หลักฐานหนึ่งที่ยืนยันข้อสรุปนี้ จะเห็นจากข้อเท็จจริงที่ว่าในช่วงก่อนหน้าปี 103 ก่อนคริสตกาล ไม่เคยมีเหตุการณ์ลุกฮือของพวกทาสในเอเธนส์ปรากฏให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว

ในประเด็นเกี่ยวกับสิทธิของกลุ่มเสรีชนคนต่างด้าว (metics) ในเอเธนส์นั้น นักวิชาการเห็นว่า แม้ในทางการเมือง เอเธนส์จะแบ่งแยกกลุ่มประชากรตามสิทธิการมีส่วนร่วมทางการเมืองออกเป็น 3 กลุ่ม คือ พลเมือง คนต่างด้าว และทาส โดยประชากร 2 กลุ่มหลัง แม้จะมีสัดส่วนจำนวนมากในนคร แต่ก็ไม่ได้รับสิทธิทางการเมือง แต่หากพิจารณาในมิติทางเศรษฐกิจแล้ว คนต่างด้าวที่ลงหลักปักฐานอาศัยอยู่ในเอเธนส์ ต่างก็มีสิทธิในทางเศรษฐกิจแทบจะไม่ต่างจากพลเมืองทั่วไปนัก นั่นคือ คนต่างด้าวทุกคนมีสิทธิและโอกาสในการลงทุนประกอบกิจการพาณิชย์เสมอภาคกัน ได้รับผลกำไรตอบแทนการค้าการลงทุน และค่าแรงในระดับไม่ต่างกัน

การประกอบอาชีพหรือการดำเนินกิจการค้าขายในเอเธนส์นั้น ไม่มีการจำกัดหรือผูกขาดไว้สำหรับกลุ่มคนที่มีสถานะพลเมือง การประกอบอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขายหรือช่างฝีมือ ล้วนเปิดกว้างสำหรับประชากรเสรีชนทุกคน ยิ่งกว่านั้น ชาวเอเธนส์ยังพยายามสร้างแรงดึงดูดให้พ่อค้าต่างด้าวเข้ามาค้าขาย หรืออพยพเข้ามาปักหลักลงทุนประกอบธุรกิจในนครมากยิ่งขึ้นด้วย ส่วนเหตุผลที่เอเธนส์ส่งเสริมให้คนต่างด้าวเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ทางเศรษฐกิจของนครนั้น ก็เนื่องมาจากเหล่าพ่อค้าวาณิชต่างด้าวเหล่านี้ ถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของนครรัฐ ซึ่งได้จากการเก็บภาษีนั่นเอง และด้วยเหตุนี้ กลุ่มประชากรที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจในเอเธนส์จึงมักจะเป็นกลุ่มคนต่างด้าวเสียเป็นส่วนใหญ่ (methics)

 

สำหรับพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมในเอเธนส์นั้น กล่าวได้ว่าเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเปิดกว้างสำหรับประชากรทุกกลุ่มมากที่สุด ดังจะเห็นได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งกลุ่มประชากรสตรีและเด็ก คนต่างด้าว รวมถึงเหล่าทาส ล้วนมีพื้นที่เปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมโดยไม่กีดกั้นแบ่งแยกดังเช่นในพื้นที่ทางการเมือง กล่าวคือ ประชากรผู้อยู่อาศัยในนครเอเธนส์ มีสิทธิในการเข้าร่วมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เทศกาลเฉลิมฉลอง งานประเพณีการละเล่นกีฬา ตลอดจนงานมหรสพดนตรีและการละคร ไม่ต่างจากพลเมืองเอเธนส์ทั่วไป หากจะมีข้อแตกต่างอยู่บ้างก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งที่นั่งหรือที่ยืนในการชมงานเท่านั้น

 

กล่าวโดยสรุปคือ แม้ว่าพื้นที่ทางการเมืองจะถือเป็นอาณาเขตที่จำกัดไว้เฉพาะพลเมืองเอเธนส์ แต่สำหรับพื้นที่ทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมนั้น กลับมีลักษณะเปิดกว้างให้สมาชิกกลุ่มอื่นในสังคมเอเธนส์เข้ามาร่วมด้วยในระดับที่มากน้อยแตกต่างกันไป การมีทาสในเอเธนส์จึงมิได้หมายถึงการเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการกดขี่ขูดรีดทางชนชั้น หรือการมองคนแต่ละคนว่ามีความสูงต่ำแตกต่างกันตามชาติกำเนิดแต่อย่างใด